
ไตรมาสสอง โอกาสรัฐแก้มือ บริหารเศรษฐกิจ
อีกไม่กี่วันก็จะผ่านไตรมาสแรกของปี 2558 ซึ่งยังมีการคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจที่แตกต่างกันมากระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน
อีกไม่กี่วันก็จะผ่านไตรมาสแรกของปี 2558 ซึ่งยังมีการคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจที่แตกต่างกันมากระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน
กระทรวงการคลังประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกจะขยายตัวมากกว่า 2.3% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวของไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา แต่ก็เชื่อว่าไม่ได้มากกว่า 3% แม้ว่าขยายตัวได้มากกว่าเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แต่ถ้าเทียบกับขยายตัวช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ถือว่าต่ำมาก
ขณะที่ภาคเอกชนประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกจะขยายตัวได้ประมาณ 1% เท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าภาคเอกชนมองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง เพราะขยายตัวได้น้อยกว่าไตรมาสที่ผ่านมาแล้ว ยังขยายตัวได้น้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมาที่ฐานต่ำมาก
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนมีความเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกยังขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ทั้งภาครัฐและเอกชนมองจุดอ่อนของเศรษฐกิจตรงกันว่า เครื่องยนต์ขับเคลื่อนยังมีปัญหา การส่งออกที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจขยายตัวติดลบใน 2 เดือนแรก
ที่แย่ไปกว่านั้น การติดลบไม่ได้แต่เพียงการส่งออกไปยุโรปที่มีปัญหาเท่านั้น แต่การส่งออกไปจีน ญี่ปุ่น และประเทศอาเซียนของไทย ที่ถือเป็นตัวช่วยการส่งออกที่สำคัญขยายตัวติดลบกันค่อนข้างมากจนเป็นรื่องน่าวิตก
ขณะที่การบริโภคก็ยังฟื้นตัวได้ไม่ดี แม้ว่าการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มการบริโภคภายในประเทศจะขยายตัวได้ดี ก็มาจากแรงกระตุ้นมาตรการแจกเงินชาวนา ชาวสวนยาง แต่เมื่อดูยอดขายรถยนต์และจักรยานยนต์ติดลบมาก เพราะรายได้เกษตรกรน้อยจากปัญหาพืชผลราคาถูก
พร้อมกันนี้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็เริ่มลดลง เนื่องจากไม่เชื่อมั่นอนาคตของเศรษฐกิจไทยจะสดใส ด้านการเบิกจ่ายงบประมาณที่คิดว่าจะเป็นพระเอกกระตุ้นเศรษฐกิจก็ตกม้าตายไม่เป็นท่า การเบิกจ่ายได้ล่าช้าห่างจากเป้าจำนวนมาก โดยเฉพาะงบลงทุนปีงบประมาณ 2558 ที่คาดว่าจะได้ 30% ของงบ 4.44 แสนล้านบาท ภายในเดือน มี.ค.นี้ ก็ถือว่าห่างจากเป้า ยิ่งคิดว่าสิ้นเดือน มี.ค.นี้ คือครึ่งปีงบประมาณ แต่การเบิกจ่ายได้แค่ 1 ใน 3 ถือว่าการเบิกจ่ายมีปัญหาล่าช้า
แม้ว่ารัฐบาลจะอ้างว่าการเบิกจ่ายงบประมาณดีกว่าช่วงเดียวกันที่ผ่านมาทุกตัวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2557 มีปัญหาการเมือง การเบิกจ่ายเป็นอัมพาตไม่สามารถเบิกจ่ายได้เลย ดังนั้นตัวเลขที่ดีกว่าช่วงเดียวกันก็ยังดีไม่พอ จะฉุดให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัวได้ดีขึ้น
เมื่อการเบิกจ่ายมีปัญหาก็ฉุดการลงทุนให้ช้าไปด้วย เพราะไม่เชื่อมั่นจะขยายการลงทุนเพิ่มตามแผนที่ตั้งไว้ เห็นได้จากยอดขายปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นดัชนีหนึ่งวัดการลงทุนของภาคเอกชน ยังขยายตัวติดลบทั้งในเดือน ม.ค. และ ก.พ.ที่ผ่านมา และตัวเลขเดือน มี.ค.นี้ ก็คาดว่ายังไม่ดีขึ้น เพราะการลงทุนจะวิ่งตามการลงทุนภาครัฐ หากการลงทุนภาครัฐไม่ขยับ การลงทุนเอกชนก็ไม่ขยายตัว
เมื่อเศรษฐกิจไตรมาสแรกผ่านไปไม่ดี รัฐบาลยังไม่สามารถหยิบยกขึ้นมาเป็นผลงานให้เป็นเนื้อเป็นหนังได้ ดังนั้น การขยายตัวของเศรษฐกิจไตรมาส 2 ของปีนี้ รัฐบาลจึงพยายามเร่งเครื่องเพื่อหวังให้เป็นจุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจ มีการฟื้นตัวเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เพื่อดึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนกลับมาให้เร็วที่สุด และเป็นผลงานของรัฐบาลไว้โชว์ว่ามีฝีมือในการบริหารเศรษฐกิจ
ดังนั้น รัฐบาลจึงพยายามเร่งเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทุกตัวเท่าที่ทำได้ ที่เห็นได้ชัดคือ การกระตุ้นการบริโภครอบใหม่เติมเงินกองทุนหมู่บ้านอีก 7 หมื่นล้านบาท การพักหนี้และการเติมเงินสินเชื่อให้กับเกษตรกรและพ่อค้าแม่ขาย คาดว่าจะทำให้การบริโภคขยายตัวได้ดีอีกครั้ง ต่อเนื่องจากมาตรการแจกเงินให้ชาวนาและชาวสวนยาง
ด้านการเบิกจ่ายรัฐบาลก็มีการเร่งเครื่องเต็มสูบ ทั้งการเบิกจ่ายเงินงบประมาณปี 2558 ยังมีการเร่งล้างท่องบประมาณอื่นๆ ทั้งงบเหลื่อมปี งบไทยเข้มแข็ง งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ หวังให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เพราะหากทำได้สำเร็จก็จะเป็นแรงดึงการลงทุนภาคเอกชนตามมา เป็นแรงส่งเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังให้ขยายตัวได้ดี ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีออกมาดี
แต่ปัญหาของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ยังอยู่ที่การส่งออกขยายตัวติดลบ เพราะรัฐบาลยังไม่มีมาตรการแก้ไขที่ชัดเจน หากการส่งออกไทยยังขยายตัวติดลบเหมือนไตรมาสแรก การเร่งเบิกจ่ายและการกระตุ้น การบริโภคที่มากขึ้นก็ไม่สามารถชดเชยการส่งออกที่หายไปได้ ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัวได้ต่ำเหมือนไตรมาสแรก
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังต้องเสี่ยงกับเศรษฐกิจจากการออกมาตรการทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งของยุโรปและญี่ปุ่น ทำให้เกิดความผันผวนเงินทุนไหลเข้าออก สร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจไทย
เมื่อพิจารณาจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ยังต้องลุ้นกันวันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ ว่าการเร่งเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่จะได้ผลหรือไม่ รวมถึงจะมีปัจจัยลบเข้ามากระทบเพิ่ม จนทำให้เศรษฐกิจหลุดไปจากเป้าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้หรือไม่
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตัวเลขของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ถือเป็นจุดเป็นจุดตายของรัฐบาล หากออกมาดีรัฐบาลก็เบาตัวขึ้นมาก แต่หากออกมาไม่ดีรัฐบาลก็จะมีแรงกดดันการบริหารเศรษฐกิจไม่มากขึ้น เพราะบริหารเศรษฐกิจไทยมาครึ่งปี แต่เศรษฐกิจไทยยังทรงๆ ซึมๆ ประชาชนรู้สึกรายได้ไม่เพิ่ม แต่รายจ่ายกลับพุ่งขึ้น
นอกจากนี้ ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 3.8% ต่อปี ซึ่งลดจากเดิมเล็กน้อย เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทย เพราะการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยมีการปรับทุกไตรมาส หากตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ออกมาไม่ดี ทาง ธปท.ก็คงต้องลดประมาณการลงอีกแบบเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 3.5-4.5% ก็ลุ้นเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 อย่างใจจดใจจ่อ เพราะหากออกมาไม่ดีก็ต้องปรับลดประมาณการเดิมลงอีกมาก เพราะ สศช.ตั้งเป้าการส่งออกทั้งปีไว้สูงถึง 3.5% ซึ่งสูงกว่าสถานการณ์จริงมาก
ดังนั้น เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อรัฐบาล เพราะเป็นช่วงที่รัฐบาลยังสามารถเร่งรัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาให้ได้ นอกจากเป็นช่วงที่จะพิสูจน์ฝีมือบริหารเศรษฐกิจแล้วยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจภาพรวมทั้งปีด้วย
หากผลงานของรัฐบาลออกมาดี เศรษฐกิจทั้งปีก็สดใสขึ้นแต่หากออกมาไม่ดีเศรษฐกิจไทยปีนี้ก็จะออกมาไม่ดีเหมือนปีที่ผ่านมา







