posttoday
แล้วเราจะรักกันได้อย่างไร?

แล้วเราจะรักกันได้อย่างไร?

22 มีนาคม 2558

“แล้วเราจะรักกันได้อย่างไรเจ็บหัวใจ ปวดหัวใจ แสบหัวใจอะไรอย่างนี้”

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“แล้วเราจะรักกันได้อย่างไรเจ็บหัวใจ ปวดหัวใจ แสบหัวใจอะไรอย่างนี้”

เวลาเครียดๆ หรือก่อนจะนอน ผู้เขียนชอบเปิดเพลงในยูทูบที่เขาจัดเป็นชุดๆ อย่างที่เรียกว่า “Mix” ตั้งแต่ 7-10 เพลง ไปจนถึงเป็นร้อยๆ เพลง ตามแต่เวลาที่คาดว่าน่าจะทำให้เราหายเครียดหรือนอนหลับ ชอบชุดของคุณสวลี ผกาพันธุ์ มาก เพราะเสียงเธอนุ่มหวาน และทุกเพลงที่เธอร้องก็ได้อารมณ์หวานๆ หรือช่วยปลอบประโลมใจให้ลืมความทุกข์ความเครียดได้เป็นอย่างดี

เพลง “แล้วเราจะรักกันได้อย่างไร” ที่ยกมาเป็นหัวข้อบทความวันนี้ก็เพื่อจะให้ท่านๆ ที่กำลังเครียดๆ เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญได้บรรเทาความทุกข์ความเศร้า จากการที่มีหลายๆ เรื่องชวนปวดหัวหรือไม่ได้ดังใจ โดยเฉพาะ คสช.และ สปช.ที่ถูกคณะกรรมาธิการยกร่างฯ “ลูบคม” อยู่หลายเรื่อง จนทำท่าว่าเป้าหมายที่วางไว้เรื่องการปรองดองอันเป็น Road Map อันแรกนั้น น่าจะพลาดเป้าอย่างแน่นอน เพราะยังไปไม่ถึงไหนแม่น้ำทั้ง 5 สายนั้นก็ไม่ค่อยปรองดองกันเท่าใดนัก

มีข่าวที่น่าเศร้ายิ่งไปกว่านั้นก็คือ จากการที่ผู้เขียนได้ไปเป็นอนุกรรมาธิการฯ ทั้งใน สปช.และ สนช. ทราบข่าวมาจากทั้งสองสภานี้ว่ากำลัง “ทำใจลำบาก” กับผลงานของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ค่อนข้างมาก ตั้งแต่ที่ข้อเสนอและความเห็นต่างๆ ของทั้งสองสภาถูกปัดออกไปจำนวนมาก จนถึงคำแนะนำต่างๆ ที่เสมือน “สีซอในสายลม” นี่ก็กำลังคอยดูอยู่ว่าที่กำลังจะไปปรับแก้ก่อนที่จะเสนอให้ สปช. “ชำแหละ” ในวันที่ 20-26 เม.ย.นี้ จะปรับแก้อย่างไร

ตามกำหนดหรือ Timeline ที่วางไว้นั้น คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะทำงานจนถึงวันที่ 19 เม.ย. (120 วันหลังจากที่ได้รับความเห็นและข้อเสนอสำหรับการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับมาจาก สปช. ตามมาตรา 34 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557) จากนั้น สปช.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 10 วัน (มาตรา 36) จึงต้องมีการเปิด “ตลาดนัด สปช.” ในวันที่ 20-26 เม.ย.ดังกล่าว โดยทราบมาว่าตลอด 7 วันนั้นจะเป็นการสื่อสารทางเดียวของ สปช.โดยตลอด คือท่านสมาชิก สปช.ท่านใดใคร่จะสีซอในสายลม เอ๊ย ให้ความเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องใด มาตราใด ก็เชิญได้เต็มที่ (แต่ก็คงจะมีการกำหนดเวลาให้พูดไม่ให้มากเกินไป) โดยที่คงจะมีกรรมาธิการยกร่างฯ ผลัดเปลี่ยนกันไปเป็น “หนังหน้าไฟ” นั่งฟังนิ่งๆ อยู่ข้างประธาน สปช.

ตอนนั้นแหละที่เราจะได้พิสูจน์ว่า แม่น้ำ 2 ใน 5 สาย “รักกันมากเพียงไร” ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญยังออกมาอย่างที่เป็นข่าว (ตอนนี้ในมือของสมาชิก สปช.และ สนช.ต่างก็ได้รับร่างรัฐธรรมนูญเรียงรายมาตรานั้นแล้ว ตามข่าวว่ามี 315 มาตรา แต่ที่ สปช.และ สนช.ได้รับมามีแค่ 303 มาตรา น่าจะหมกเม็ด เอ๊ย ตกหล่นอยู่ที่ไหน โดยเจ้าหน้าที่สภากำชับว่าเอกสารร่างรัฐธรรมนูญที่ว่า “ท่าน” ยังไม่อนุญาตให้เผยแพร่) คงจะต้องมีการอภิปรายกันอย่าง “ดุ-เดือด” (ถ้าเป็นไปได้ตลอด 7 วันนั้นควรเอาเก้าอี้ ข้าวของ เอกสาร หรือวัสดุที่ยกข้างได้ออกจากห้องประชุมให้หมด รวมถึงควรต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องประชุม)

แต่ถ้าในช่วงนี้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ท่านอยากจะถอดชนวนระเบิด ยอมปรับแก้ให้เข้าที่เข้าทางอย่างที่ฝ่ายต่างๆ เสนอความเห็น หรือใช้สติสัมปชัญญะ (รวมถึงตรรกะและวิชาการต่างๆ ที่มีความเป็นประชาธิปไตย) เข้าแก้ไขให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ดูดี” ขึ้นบ้าง ก็คงจะลดทอนบรรยากาศที่คาดว่าจะ “ดุ-เดือด” เป็นอย่างมากนั้นได้พอสมควร แต่ถ้าจะให้ดี คสช.ควรจะเป็นคนกลางที่เข้าไปเกลี้ยกล่อมคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เสียหน่อย เพื่อไม่ให้อะไรๆ “Go so big.”

ความแตกแยกในบ้านเมืองที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความแตกแยกในหมู่นักวิชาการ ผู้เขียนเองเมื่อมาเป็นแค่อนุกรรมาธิการใน สนช.และ สปช.อย่างละหนึ่งคณะ ก็ถูกเพื่อนนักวิชาการด้วยกันค่อนแคะว่าแสวงหาตำแหน่งแห่งหนและอำนาจวาสนา เกาะแข้งเกาะขากลุ่มอำนาจหาเบี้ยประชุมและรอไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งต่างๆ แต่ผู้เขียนก็ก้มหน้าหาเวลาเข้าร่วมประชุม ตามความคิดง่ายๆ ว่า อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ นั่นก็คืออยากรู้ว่าบรรดาเสือสิงห์กระทิงแรดท่านกำลังทำอะไรอยู่ เราก็ต้องยอมสรวมหนังสัตว์เหล่านั้นเข้าไปคลุกคลีด้วย

ในการทำงานของคณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ ส่วนสำคัญที่สุดก็คือ การทำความเห็นและศึกษาวิจัยปัญหา พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะต่างๆ เข้าสู่สภา ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากนักวิชาการต่างๆ อย่างเต็มที่ แต่เท่าที่ผู้เขียนมีประสบการณ์ผ่านมากว่า 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ที่เคยมาร่วมประชุมและเคยเป็นทั้งกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการหลายคณะ พบว่ามีนักวิชาการเพียงจำนวนน้อยที่ให้ความร่วมมือหรือมาร่วมงานกับคณะกรรมาธิการต่างๆ เหตุผลที่น่าเกลียดที่สุดก็คือ ไม่อยากเกลือกกลั้วกับนักการเมือง การเมืองเป็นสิ่งชั่วร้าย ไม่อยากรับใช้หรือทำงานให้กับนักการเมืองเหล่านั้น ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียดายที่นักวิชาการคิดได้แค่นั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ความแตกแยกในสังคมไทยที่มีอยู่เดิม คือ ความเป็น “สี” หรือ “ก๊ก” ต่างๆ นั้นก็น่าจะรุนแรงขึ้น ถ้ายังมีการร่างรัฐธรรมนูญออกมาในลักษณะนี้ เพราะจากข้อมูลที่ผู้เขียนได้รับมา ฝ่ายที่เคยรัก คสช.ก็มีการแบ่งออกเป็น 2-3 พวก พวกหนึ่งคือ พวกที่เข้าไปเป็นแม่น้ำ 5 สายให้ คสช. (ซึ่งก็แตกแยกกันอย่างที่เป็นข่าวอยู่นี้) พวกต่อมาก็คือ พวกที่ยังเอาใจช่วย คสช.อยู่ข้างนอก แม้ว่าจะดูหวาดเสียวกับก้าวเดินแต่ละก้าวที่ใจหายใจคว่ำนั้น และพวกสุดท้าย คือ มวลชนที่อยู่ข้างนอกเช่นกัน แต่กลุ่มนี้เริ่มที่จะไม่เชื่อใจ คสช.แล้วว่าจะแก้ไขวิกฤตหรือปฏิรูปประเทศได้สำเร็จ ส่วนฝ่ายที่ไม่เคยรัก คสช.และภักดีกับใครบางคนมาตลอดนั้นก็ยัง “ฝังตัว” รอจังหวะอยู่

เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปพูดเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมแถวลาดพร้าว ซึ่งรู้กันว่าเป็นของแกนนำคนเสื้อแดง ช่วงหนึ่งมีการโฟนอินคุยกับอดีตอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเปิดชื่อดัง (ที่หลายคนก็ต้องคุ้นกับชื่อท่าน) ท่านกล่าวว่า ท่านไม่สนใจเรื่องปรองดอง เพราะประชาธิปไตยต้องขัดแย้ง จึงค่อนข้างจะไม่สบายใจว่าถึงแม้รัฐธรรมนูญนี้จะเขียนตามที่คนเสื้อแดงขอให้เขียน ก็คงไม่ทำให้คนเหล่านี้ “ยอมสยบ” หรือ “สงบเงียบ”

ในวันนั้น ผู้เขียนเหมือนแว่วๆ ได้ยินคนเสื้อแดงบางคนบอกว่า คสช.คงจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งในปี 2559 ให้ได้เพื่อจบปัญหา ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะออกมาดีเลวเพียงไรก็ตาม ซึ่งพวกเรา (คนเสื้อแดง) ต้องชนะเลือกตั้งอย่างแน่นอน จากนั้นก็ค่อยไปแก้รัฐธรรมนูญกันหลังเลือกตั้ง

ที่เอาไปปรับทัศนคติมาหลายรอบก็ได้ผลเพียงแค่นี้

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย