
เพลงชาติของลีกวนยู
ในชีวิตของลีกวนยู เขาต้องหัดร้องเพลงชาติถึง 4 เพลง 4 ภาษา เพลงแรกเป็นเพลงชาติอังกฤษ เพราะในสมัยที่เขาเป็นเด็ก สิงคโปร์เป็นอาณานิคมของอังกฤษ ต่อมาเป็นเพลงชาติญี่ปุ่น เพราะสิงคโปร์ถูกญี่ปุ่นยึดครองในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นเขาเคยนำสิงคโปร์เข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย ทำให้ต้องร้องเพลงชาติมาเลเซีย และในที่สุดสิงคโปร์ก็กลายเป็นประเทศเอกราชอย่างสมบูรณ์ มีเพลงชาติของตัวเองเป็นภาษาจีน ซึ่งร้องกันมาจนถึงทุกวันนี้
ในชีวิตของลีกวนยู เขาต้องหัดร้องเพลงชาติถึง 4 เพลง 4 ภาษา เพลงแรกเป็นเพลงชาติอังกฤษ เพราะในสมัยที่เขาเป็นเด็ก สิงคโปร์เป็นอาณานิคมของอังกฤษ ต่อมาเป็นเพลงชาติญี่ปุ่น เพราะสิงคโปร์ถูกญี่ปุ่นยึดครองในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นเขาเคยนำสิงคโปร์เข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย ทำให้ต้องร้องเพลงชาติมาเลเซีย และในที่สุดสิงคโปร์ก็กลายเป็นประเทศเอกราชอย่างสมบูรณ์ มีเพลงชาติของตัวเองเป็นภาษาจีน ซึ่งร้องกันมาจนถึงทุกวันนี้
ลีกวนยูได้ชื่อว่าเป็นคนก่อตั้งสิงคโปร์ และนำพาสิงคโปร์ไปสู่ความเจริญก้าวหน้าชนิดที่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรวมถึงไทยเราด้วย รู้สึกอิจฉา เขาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกและเป็นติดต่อกันนานถึง 31 ปี ถือเป็นรัฐบุรุษตัวจริงคนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
มาถึงวันนี้ ลีกวนยู ในวัย 91 ปี ได้นอนอยู่ในห้องไอซียูมาเป็นเวลากว่า 6 สัปดาห์แล้ว ด้วยโรคปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรง เขายังมีลมหายใจอยู่ได้เพราะถูกเสียบท่อต่อกับเครื่องช่วยหายใจ
เรื่องนี้แม้ว่าชาวสิงคโปร์จะทราบกันถ้วนหน้า และส่วนใหญ่จะภาวนาให้เขาหายป่วยโดยไว แต่นอกสิงคโปร์เรื่องนี้กลับเป็นข่าวน้อยมาก ผมลองสอบถามคนไทยหลายคน ส่วนใหญ่ไม่ทราบเรื่อง เพราะเคยเป็นข่าวเล็กๆ แล้วเงียบหายไป
ดูเหมือนรัฐบาลสิงคโปร์จะจงใจพยายามไม่ให้เป็นข่าว และพูดถึงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น สำหรับเหตุผลมีคนสิงคโปร์เล่าให้ฟังว่าลีกวนยูเคยสั่งเสียเป็นลายลักษณ์ว่า เมื่อถึงวาระสุดท้าย เขาต้องการไปเร็วๆ ไม่อยากทนทุกข์ทรมานและไม่อยากเป็นภาระให้คนอื่น เขาห้ามไม่ให้เสียบท่อช่วยหายใจเพียงเพื่อยืดความตายออกไป
คนเล่าสงสัยว่า ลูกหลานของลีกวนยูกับรัฐบาลสิงคโปร์อาจจะไม่ยอมเชื่อฟังและอาจจะกำลังทำในสิ่งที่ขัดกับหลักกฎหมายของสิงคโปร์เอง เขาตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า แถลงการณ์ของรัฐบาลบอกว่าลีกวนยูยังมีสติสัมปชัญญะ แต่จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนที่ยังมีสติจะอยากถูกเสียบท่อเป็นเวลานานนับเดือน
ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่เดาว่าในทางการแพทย์เขาคงอธิบายได้ ถึงกระนั้น ผมก็อยากขอเรียกร้องให้รัฐบาลสิงคโปร์และตัวนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นลูกชายของลีกวนยู ให้เคารพความประสงค์สุดท้ายของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของประเทศ โดยยึดหลักเจตนารมณ์แทนการตะแบงด้วยแง่กฎหมาย
กล่าวกันว่า หากมีความพยายามจริงในการยืดอายุของลีกวนยูออกไปด้วยวิธีการที่ไม่เป็นธรรมชาติ ก็คงไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของลีกวนยูเอง แต่เพื่อประโยชน์ของคนที่อยู่ข้างหลัง เช่น เพื่อให้การจัดสรรอำนาจภายในลงตัวเสียก่อน หรือเพื่อไม่ให้เกิดอุปสรรคในการเจรจาพูดคุยกับบางประเทศอย่างมาเลเซียกับอินโดนีเซีย
เพื่อให้เรารู้จักลีกวนยูและมรดกที่เขาเหลือไว้ดีขึ้น ผมขอเล่าปูมหลังและการกระทำบางประการที่ตัวผมเองเห็นว่าสำคัญแต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ ดังนี้
ลีกวนยูเป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของชาวจีนโพ้นทะเล ครอบครัวเป็นชนชั้นกลางที่มีฐานะดี เขาใช้ภาษาอังกฤษในวัยเด็กและเรียนจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ ส่วนภาษาจีนเขาต้องมาหัดอ่านหัดพูดในภายหลัง
ในช่วงที่สิงคโปร์ถูกญี่ปุ่นยึดครอง เขาเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นและประกอบอาชีพเป็นล่ามแปลภาษาอังกฤษกับภาษาจีนให้กองทัพญี่ปุ่น ต่อมาเมื่อเห็นว่าญี่ปุ่นจะแพ้สงคราม เขาก็พยายามตีตัวออกห่าง แต่ก็ต้องทำอย่างระมัดระวังไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าทรยศ เพราะนั่นหมายถึงโทษทัณฑ์ที่รุนแรง
เมื่อเข้ามาในวงการเมือง เขาไต่เต้าจนขึ้นสู่จุดสูงสุดในเวลาอันรวดเร็ว ความสามารถด้านเศรษฐกิจของเขาผมจะไม่ขอพูดถึง เพราะทราบกันดีอยู่แล้ว แต่มีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาที่น่าสนใจ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
เรื่องแรกลีกวนยูไม่เคยต้องทำสงครามแบ่งแยกดินแดนเพื่อให้สิงคโปร์ได้เป็นเอกราช ในทางตรงข้ามเขากลับรณรงค์หาเสียงให้ชาวสิงคโปร์ยอมรับการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย แต่อยู่ได้เพียง 2 ปี รัฐบาลมาเลเซียก็เป็นฝ่ายตัดสินใจขับสิงคโปร์ออกเองมีภาพของลีกวนยูใช้ผ้าซับน้ำตา เมื่อทราบว่าสิงคโปร์จะเป็นเอกราช เขาพยายามชี้ให้เห็นว่าในทางภูมิศาสตร์สิงคโปร์เป็นเนื้อเดียวกับคาบสมุทรมลายู เขาพูดถึงจุดอ่อนของการไม่มีน้ำจืดของตัวเอง แต่ต้องพึ่งพาท่อส่งน้ำจืดจากมาเลเซีย
แต่เมื่อเป็นเอกราชแล้ว เขาก็รีบวิ่งเต้นให้สิงคโปร์เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก เช่น ด้วยการรีบสมัครเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ และร่วมก่อตั้งอาเซียนในฐานะหนึ่งในห้าประเทศสมาชิก
เรื่องที่สอง ในชีวิตทางการเมืองอันยาวนานของลีกวนยู เราจะแทบไม่เห็นชาวต่างชาติที่ไม่ยอมรับเขา แต่น่าแปลกที่ภายในสิงคโปร์เอง กลับมีเปอร์เซ็นต์คนที่ต่อต้านเขามากกว่า
คนสิงคโปร์ที่ไม่ยอมรับลีกวนยูบอกว่าเขาเป็นเผด็จการ นอกจากจะไม่รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างแล้ว เขายังชอบเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและนักข่าวที่ตำหนิเขา เขาไม่ใช้อำนาจรัฐที่มีในมือโดยตรง แต่จะพึ่งกระบวนการยุติธรรมด้วยการดำเนินคดีกับคนเหล่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะเป็นผู้ชนะ
อาจจะด้วยเหตุนี้ที่แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามกับเขาจะโวยวายเรื่องการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม แต่ก็ไม่กระทบกับการยอมรับลีกวนยูในเวทีต่างประเทศมากนัก
หากจะเปรียบเทียบกับบ้านเรา ก็จะเห็นปรากฏการณ์ที่อุปมาอุปไมยกันได้ กล่าวคืออดีตผู้นำที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกคดีทุจริตคอร์รัปชั่น แม้จะมีเงินทองมากมายในการโฆษณาชวนเชื่อกับกลุ่มผู้สนับสนุนในประเทศ แต่นอกประเทศกลับไม่มีชาวต่างชาติช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้ ยกเว้นคนที่จ้างมาเป็นล็อบบี้ยิสต์ให้ไม่กี่คน
นักการเมืองในคดีทุจริตจำนำข้าวก็เช่นกัน ผมเชื่อว่าจะโวยวายเรียกร้องขอความเป็นธรรมได้ก็เฉพาะกับกลุ่มผู้สนับสนุนในประเทศ แต่หากถูกศาลตัดสินว่าผิด คงยากที่จะไปอธิบายให้ชาวโลกฟังว่าเหตุใดจึงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในศาลไม่ได้
เรื่องสุดท้าย เรื่องคอร์รัปชั่น สิงคโปร์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศปลอดคอร์รัปชั่นระดับแนวหน้าของโลก หลายคนอาจคิดว่าเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่มีมาแต่เดิม บางคนอาจยกความดีให้กับการเป็นอาณานิคมของอังกฤษในอดีต
น้อยคนจะทราบว่า ในช่วงที่ลีกวนยูเข้ามาในวงการเมืองใหม่ๆ ระบบของสิงคโปร์ก็เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่นเช่นกัน เป็นผลงานของลีกวนยูล้วนๆ ที่สิงคโปร์แทบจะไม่เหลือร่องรอยของคอร์รัปชั่นในวันนี้
ผู้นำไทยลองไปศึกษาเรื่องนี้ดูบ้างนะครับ







