
ไม่มีมาตรการกระตุ้นศก.แล้ว พึ่งท่องเที่ยว-ลงทุนรัฐ
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานต่อที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า แนวโน้มทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 3-4 ของปี 2557 โดย สศช.คาดว่าในไตรมาสแรกของปี 2558 เศรษฐกิจจะขยายตัวได้อย่างน้อย 3% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.3%
อย่างไรก็ตาม อาคม ชี้แจงว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2558 จะขับเคลื่อนได้ดีจากปัจจัยการท่องเที่ยวที่ตัวเลขของนักท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่กลางปี 2557 โดยขณะนี้มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยสูงที่สุด นอกจากนี้อานิสงส์จากการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตาม ได้ช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน เนื่องจากจะมีต้นทุนทางการเงินลดลง
“ระยะสั้นนี้ไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาแน่นอน แต่ปัจจัยที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ จะมาจากการท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐ และเมื่อทั้งสองส่วนนี้ขยับ จะส่งผลให้เกิดการบริโภคตามมา โดยเฉพาะการบริโภคของคนชั้นกลางจะเข้ามาทดแทนการบริโภคของประชาชนในภาคเกษตร อย่างไรก็ตาม ครม.เศรษฐกิจได้ให้ติดตามโครงการที่อนุมัติไปแล้วว่า มีผล
อย่างไรในทุก 3 เดือน ว่ามีเม็ดเงินลงไปเท่าใดเพื่อดูว่าจะเร่งรัดตรงไหนต่อไป” อาคม กล่าว
ขณะที่ อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เป็นประธานประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2558 ให้มีอัตราการขยายตัวใกล้เคียงกับการขยายตัวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งธนาคารโลกได้มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ลงเหลือ 4.3% จากเดิม 4.9% หรือปรับลดลง 0.6%
ขณะที่ สศช.ได้มีการประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยฅในปี 2558 อยู่ที่ 3.5–4.5% ซึ่งใกล้เคียงกับการขยายตัวของเศรษฐกิจเกิดใหม่
“ผมมองว่าเศรษฐกิจปีนี้อาจจะเติบโตได้ไม่เกิน 4% เนื่องจากผลกระทบกับเศรษฐกิจจากภายนอกที่อยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างนัยสำคัญ โดยได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบว่า ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ปรับลดประมาณการของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงจาก 3.8% เหลือ 3.5% สาเหตุมาจากเศรษฐกิจจีนที่มีการลดการเจริญเติบโตลงจากเดิมที่เคยเติบโตในตัวเลข 2 หลัก มาเหลือเพียง 7% และในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ก็มีการปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจเหลือเพียง 6.8%” อำพน ชี้แจง
อำพน กล่าวว่า สำหรับการดูแลภาคเกษตรในระยะต่อไป นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงมหาดไทยลงไปดูแลการเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูการผลิตต่อไป โดยนอกจากงบประมาณในการดูแลเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก 3,500 ล้านบาท โดยจัดสรรให้ตำบลละ 1 ล้านบาท ยังอยู่ระหว่างการพิจารณางบประมาณในการช่วยเหลือเพิ่มเติมในการช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้งบประมาณตั้งแต่หลักพันล้านบาทถึงหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งให้กระทรวงเกษตรฯ และมหาดไทยไปพิจารณาแล้วนำมาเสนอ ครม.ภายในเดือน มี.ค.นี้
ด้าน บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัท ไทย (ไอโอดี) กล่าวว่า ไอโอดีได้ทำการสำรวจความคิดเห็นกรรมการไทย 436 คน พบว่า 46% มองว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้จะดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ 31% มองว่าเศรษฐกิจจะทรงตัว และอีก 18% มองว่าจะแย่ลงเล็กน้อย
วิรไท สันติประภพ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า จากผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ากรรมการไทยมองเศรษฐกิจและไม่ดีในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง สาเหตุเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยโตขาเดียวจากสภาพคล่องที่หมุนเข้ามา ทำให้เงินท่วมภาคการเงิน แต่ในส่วนของภาคเศรษฐกิจแท้จริงยังไม่ได้ฟื้นตัว
วิรไท กล่าวอีกว่า ผลสำรวจที่ระบุว่ากรรมการไทยให้ความสำคัญกับปัญหาระยะสั้น และข้อมูลด้านตัวเลขการเงินนั้น นับเป็นความท้าทายของกรรมการในการจะพยายามผลักดันให้บริษัทให้ความสำคัญกับการกำหนดกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน







