
ความเห็นของประชาชนกับการปฏิรูป
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
ความเห็นของประชาชนนั้น ถือเป็นปัจจัยนำเข้าที่สำคัญต่อกระบวนการปฏิรูปการเมืองไทยที่กำลังดำเนินการอยู่ เพราะการได้มาซึ่งทิศทางและแนวทางการปฏิรูปที่ปราศจากการนำความเห็นและความต้องการของประชาชนที่เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับการปฏิรูปนั้นจะไม่นำไปสู่เป้าหมายของการปฏิรูปที่หลายฝ่ายได้ตั้งความหวังไว้
อย่างไรก็ดี ในกระบวนการปฏิรูปที่ดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง ความพยายามในการนำความเห็นและความต้องการของประชาชนนั้นยังคงมีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปแบบของการสำรวจความคิดเห็นผ่านโพล ผ่านแบบสอบถามความคิดเห็น การจัดเวทีเสวนา (วงเล็กและวงใหญ่) การประชุมกลุ่มย่อย และการยื่นข้อเสนอโดยตรงต่อผู้จัดทำข้อเสนอในการปฏิรูปโดยตรง ดังนั้น เราจึงไม่อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อเสนอในการปฏิรูปในครั้งนี้ดำเนินไปโดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
กระนั้นก็ตาม ความกังวลต่อการได้มาซึ่งความเห็นหรือความต้องการของประชาชนในฐานะการเป็นปัจจัยนำเข้ากระบวนการจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปนั้นยังคงมีอยู่ ข้อกังวลที่ได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยครั้งคือ การขาดการมีส่วนร่วมของกลุ่มคนที่เห็นต่างจากการปฏิรูปในครั้งนี้ก็เป็นข้อกังวลที่ไม่อาจจะเพิกเฉยได้ เพราะการได้มาซึ่งความต้องการปฏิรูปแต่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งย่อมไม่อาจนำไปสู่ฉันทามติของการปฏิรูปอันจะนำไปสู่เป้าหมายของการปฏิรูปที่ตั้งไว้ได้
แต่สิ่งที่ควรต้องกังวลไปยิ่งกว่าการได้มาซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องของ “จำนวน” ของการมีส่วนร่วมนั้น คือ “คุณภาพ” ของความคิดเห็นที่ถูกนำเข้ามาเสียมากกว่า เพราะในแนวทางการศึกษาความคิดเห็นสาธารณะนั้น นักวิชาการที่ศึกษาแนวทางนี้ต่างยอมรับว่าในการมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชน โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางการเมืองนั้น เริ่มแรกอาจจะกังวลถึงจำนวนของการมีส่วนร่วม แต่ก็เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการในเวลาต่อมาว่าจำนวนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเพราะความรู้ที่นักรัฐศาสตร์ได้หยิบยืมมาจากนักคณิตศาสตร์และนักสถิตินั้นได้ทำให้รู้ว่าการทำโพลหรือสอบถามความคิดเห็นผ่านแบบสอบถามนั้น หากกลุ่มเป้าหมายของการสำรวจมีจำนวนเกินหนึ่งแสนคนขึ้นไม่ว่าจะถึงจำนวนไหน จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่เป็นที่ยอมรับนั้นคือประมาณ 1,250 ราย (เมื่อทำการสุ่มตัวอย่างที่ถูกต้องตามหลักการสุ่มแบบเป็นวิทยาศาสตร์) ก็เพียงพอต่อการสรุปได้ว่าความคิดเห็นที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างนั้นเป็นตัวแทนของกลุ่มประชากรเป้าหมายได้
ในปัจจุบัน ข่าวคราวของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ปรากฏตามหน้าสื่อต่างๆ รวมถึงช่องทางอื่นๆ นั้นไม่ได้มีมากเท่าที่ควรจะเป็น รวมถึงประเด็นที่คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการที่รับผิดชอบในการสังเคราะห์ประเด็นนั้นก็ไม่ได้ถูกเผยแพร่อย่างแพร่หลายแต่อย่างใด ครั้นการจะให้เหตุผลว่ามีการชี้แจงประเด็น รวมถึงการให้ข้อมูลในขณะการจัดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นที่กระจายไปยังจังหวัดต่างๆ นั้นก็น่าจะเพียงพอ แต่ในความเป็นจริงแล้วการขาดช่วงเวลาที่เหมาะสมของประชาชนในการย่อยข้อมูลเพื่อประมวลออกมาเป็นความเห็นนั้นต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่เช่นนั้นแล้วความเห็นที่ได้จากเวทีจะเป็นความเห็นที่ประชาชนหยิบขึ้นมาจากความจำใหม่ที่เพิ่งได้รับ จึงอาจทำให้ถูกมองได้ว่าความเห็นที่ได้จากเวทีต่างๆ นั้นเป็นความคิดเห็นที่ถูกชี้นำก็เป็นได้
ยิ่งไปกว่านั้น ความกังวลในการแสดงความเห็นของประชาชนนั้น หากพิจารณาลงไปให้มากกว่าการแบ่งประเภทของคนที่ให้ความเห็นว่าเป็นคนที่มีข้อมูลเพียงพอหรือไม่เพียงพอแล้ว เราอาจจะต้องให้ความเอาใจใส่กับคนประเภทที่จัดอยู่ในกลุ่มของ “คนที่มีข้อมูลในมืออย่างเพียงพอ แต่ข้อมูลที่มีนั้นผิด” ซึ่งในทางวิชาการยังพบอีกว่าคนประเภทนี้จะมีความมั่นใจในข้อมูลที่ตนมีอยู่มากและปฏิเสธข้อมูลที่ถูกต้องแม้ข้อมูลนั้นจะถูกวางลงตรงแสกหน้าก็ตาม ดังนั้น นอกจากการที่จะต้องทำให้ข้อมูลสำหรับประชาชนในการแสดงความคิดเห็นมีอยู่อย่างเพียงพอแล้วนั้น การให้ข้อมูลที่ถูกต้องพอที่จะทำให้คนที่มีข้อมูลที่ผิดได้ใช้เวลาพิจารณาเพื่อดูว่าความเห็นของเขาจะไปในทางไหนก็เป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งกว่า
โดยพื้นฐานแล้ว ในการมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนโดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นนั้น ประชาชนมักจะไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ สักเท่าไหร่ การจะแสดงความคิดเห็นในแต่ละครั้งนั้นมักจะหันไปหา “ตัวช่วย” ในการตัดสินใจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการพึ่งสัญญาณจากกลุ่มคนหรือคนที่ตนไว้วางใจ การหันไปหาคนที่มีข้อมูลนั้นก็อาจจะออกมาได้ทั้งทางที่การได้รับสัญญาณจากตัวช่วยที่มีข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องดังนั้น ข้อมูลในประเด็นของปฏิรูปทั้งที่เป็นประเด็นหลักและประเด็นรองจึงเป็นเรื่องสำคัญในการทำให้ความเห็นของประชาชนที่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปในรูปของปัจจัยนำเข้าให้ได้เกิดประสิทธิผล การขาดซึ่งความรู้รวมทั้งการมีความรู้ที่ผิดของคน โดยเฉพาะคนหลายๆ คนที่ถูกมองว่าเป็นตัวช่วยนั้นจะทำให้ความคิดเห็นรวมที่ได้นั้นอาจจะผิดเพี้ยนไปจากความเห็นจริงของสังคมโดยรวม
ในการรวบรวมความเห็นของคนเพื่อการปฏิรูปนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการปฏิรูป แต่การเน้นไปเพียงที่ปริมาณของจำนวนของความเห็นหรือจำนวนของเวทีที่จัดขึ้นโดยขาดการเอาใจใส่ในคุณภาพของความเห็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะถูกเพิกเฉย แต่ในขณะนี้ที่กระบวนการปฏิรูปได้ดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่ง สิ่งที่ปรากฏในสังคมเป็นเพียงแต่การโยนหินถามทาง การนำเสนอประเด็นให้ตัดสินใจ แต่ข้อกำหนดพื้นฐานที่จะนำไปสู่การได้รับความเห็นจากประชาชนที่มีคุณภาพ อันได้แก่ การให้ข้อมูลที่เพียงพอ การมีช่องทางในการได้รับข้อมูลอย่างสะดวกสบาย และที่สำคัญการให้ข้อมูลที่สามารถทำให้คนที่มีข้อมูลที่ผิดนั้นก้าวข้ามข้อมูลที่ตนมีได้นั้นยังคงไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่เกิดขึ้นแล้ว คำถามถึงความสำเร็จในการปฏิรูปครั้งนี้จะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดก็จะยังถูกถามซ้ำอีกต่อไป







