posttoday
ภาษีเพื่อความเหลื่อมล้ำ

ภาษีเพื่อความเหลื่อมล้ำ

18 มีนาคม 2558

 โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

 โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ผู้เขียนได้เขียนวิจารณ์เรื่องการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปในฉบับที่ผ่านมาว่า จะกระทบคนยากจนและชนชั้นกลางอย่างไร และที่จริงท่านนายกฯ ก็ได้ประกาศตัดสินไปแล้วให้ยุติเรื่องไปก่อน เรื่องก็น่าจะจบได้ แต่เท่าที่ทราบข้อเท็จจริงคือยังมีการพิจารณากันอยู่ในแวดวงของกระทรวงเจ้าของเรื่อง นอกจากนี้ ยังดูเหมือนว่าฝ่ายที่สนับสนุนเรื่องการเก็บภาษีชนิดนี้จะออกมาวิจารณ์ท่านนายกฯ ของเราไปในทางลบ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าไม่ยุติธรรม จึงอดเขียนถึงเรื่องนี้อีกไม่ได้

ผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตรงข้ามกลับเห็นว่าหากปล่อยให้สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ต่อไป ความแตกแยกก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ และเราจะไม่ได้พบกับความสงบสุข ผู้เขียนไม่ต่อต้านภาษีมรดก เพราะเห็นว่าอย่างน้อยก็เป็นสัญลักษณ์ของการลดความเหลื่อมล้ำได้แม้จะเก็บภาษีไม่ได้มากนัก และก็กระทบกับคนมีฐานะที่พอจะมีมรดกเหลือให้ลูกหลานมากกว่าชนชั้นกลาง ระดับล่าง และคนชายขอบ ซึ่งตรงข้ามกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

มีการยกตัวอย่างว่าภาษีนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำที่คนอยู่บ้านราคา 100 ล้านบาท แต่เสียภาษี 12.5% เท่ากับคนอยู่บ้านราคา 2 ล้านบาท ที่อยู่ติดๆ กัน ฟังเผินๆ ก็น่าจะเห็นตามไปได้ แต่อย่าลืมว่าบ้านราคา 100 ล้านบาท ยังไม่รวมราคาที่ดิน  ถ้าราคาที่ดินตารางวาละ 5 แสนบาท คนอยู่บ้านราคา 2 ล้านบาท ก็เสียภาษีเท่ากับคนอยู่บ้านราคา 100 ล้านบาท อยู่ดี ในระบบใหม่นี้ถึงแม้จะเก็บอัตราภาษีแค่ 0.1% ก็ตาม ในที่สุดคนอยู่บ้าน 2 ล้านบาท ก็ต้องขายที่ให้คนอยู่บ้าน 100 ล้านบาท แล้วย้ายออกไปอยู่ชานเมืองไกลๆ หรือต่างจังหวัดที่มีราคาที่ดินถูกไปเลย  แล้วคนมีบ้าน 100 ล้านบาท ก็ขยายที่บ้านออกมาได้อีกและอยู่ในเมืองต่อไป จึงไม่แน่ใจว่าจะลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร นอกจากจะเป็นการบีบและขับไล่ชนชั้นกลางระดับล่าง คนชายขอบ และคนชั้นล่างออกไปจากเมือง เพื่อให้คนที่รวยอยู่แล้วนำไปพัฒนาทำมาหากินให้รวยยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ก็ยังมองสะเปะสะปะกันไปอีกถึงเรื่องของการจ่ายซ้ำซ้อนกับค่าส่วนกลางในหมู่บ้าน  โดยกล่าวหาว่าคนที่ไม่อยากจ่าย เพราะต้องจ่ายค่าส่วนกลางอยู่แล้วซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกัน เพราะการที่คนจะไปอยู่หมู่บ้านต่างๆ หรือคอนโดมิเนียม ก็ทราบเงื่อนไขเหล่านั้นอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นสำคัญคือภาษีชนิดนี้และวิธีการเก็บ แบบที่มีข่าวออกมาไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ ไม่ว่าจะมีข้อยกเว้นอย่างไรก็ตาม แต่จะมีผลในทางเพิ่มรายได้จากภาษีให้แก่รัฐบาลอย่างมาก โดยเฉพาะที่รีดเอาไปจากชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่มีมากกว่า 80% ของคน 10 กว่าล้านคน มีตัวเลขว่าเฉพาะบ้านอยู่อาศัย ในประเทศไทยก็มากถึง 24-25 ล้านครัวเรือน ยิ่งถ้ารวมคอนโดมิเนียมเข้าไปอีกหลายล้านห้อง ยิ่งถ้าดูตัวเลขประเมินการเพิ่มขึ้นของคอนโดมิเนียมโดยเฉลี่ย 7 หมื่น-1 แสนห้องต่อปี กระทรวงการคลังก็นั่งฝันหวานแล้วว่าจะลดภาระการช่วยเหลือท้องถิ่นไปได้อีกมากมายขนาดไหน

ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เชี่ยวชาญด้านภาษีได้ให้ความรู้กับผู้เขียนว่า โดยตัวของภาษีเองไม่ใช่เครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่เป็นเครื่องมือในการควบคุมการใช้จ่ายของประชาชน การเก็บภาษีหรือขึ้นภาษีเห็นเพียงการดึงอำนาจซื้อจากมือของประชาชนมาไว้ในมือของรัฐบาล

แต่โดยที่เศรษฐกิจโลกในขณะนี้เริ่มจะเข้าใกล้เคียงกับเศรษฐกิจในปี 1930 (เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก) การจะดึงเอาอำนาจซื้อในมือของประชาชนออกไปอีก ไม่ว่าจะเป็นภาษีรูปแบบใด  รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่โยนหินถามทางกันออกมาว่าจะเพิ่มเป็น 10% ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เพราะจะยิ่งทำให้ประชาชนตกใจและไม่กล้าใช้จ่ายกันมากขึ้น จึงควรจะมีการคิดให้รอบคอบ ดังนั้น การที่จะประชดประชันกันว่าไม่กล้าทำแค่นี้ก็ลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้ จึงไม่ยุติธรรม คนที่คิดถึงควรปรับ Mind set เสียใหม่ หากวิธีการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นการเก็บตามวัตถุประสงค์ของการถือครองที่ดินนั่นแหละ จึงน่าจะมีโอกาสลดความเหลื่อมล้ำได้มากกว่า ไม่ใช่เอาง่ายเข้าว่า เหวี่ยงแหโครมลงไปแล้วก็ไม่ยอมถอย ทั้งที่มีเสียงนกการ้องเตือนกันมาหลายเดือนแล้ว

ท่านผู้ใหญ่ที่ให้ความรู้กับผู้เขียนยังได้วิจารณ์อีกว่า “ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยเวลานี้ คือ กระทรวงการคลังเองไม่เคยมีนโยบายการคลัง โดยมองไปข้างหน้า 5-10 ปีเลย” ซึ่งท่านผู้อ่านจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ลองดูสภาพปัญหาขณะนี้ เห็นแต่แก้ปัญหาแบบมวยวัด เหวี่ยงซ้ายป่ายขวากันอีลุบตุ๊บตั๊บผู้เขียนอยากเห็นว่า ตอนนี้รู้ทั้งรู้ว่าเศรษฐกิจโลกเข้าโค้งอันตราย ประเทศไทยเองก็ย่ำแย่ ส่งออกก็ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ จะเพิ่มการบริโภคของประชาชนก็ยังไม่สำเร็จ เพราะมีแต่ข่าวร้ายรายวัน เดี๋ยวจะเก็บภาษีโน่น ภาษีนี่ จะขึ้น VAT เป็น 10% อีก แล้วกระทรวงการคลังมีนโยบายอย่างไร ที่ไม่ใช่การดึงอำนาจซื้อออกจากมือประชาชน มีนโยบายและการวางแผนรองรับภาวะเศรษฐกิจหดตัวไปจนถึงขั้นถดถอยอย่างไร มีแผนอย่างไรที่จะสร้างความอุ่นใจให้ประชาชนว่าเขาไม่ต้องกอดเงินออมสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องส่งมอบให้รัฐบาลในรูปภาษีต่างๆ เขาจะได้กล้านำเงินออกมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก