
อย่าลงโทษแค่ ‘ธรรมกาย’ แต่ต้องจัดการทั้งระบบ
เรื่องอื้อฉาวและพฤติกรรมนอกรีตในแวดวงผ้าเหลือง กำลังทำให้พุทธศาสนาประสบกับวิกฤตศรัทธา “โพสต์ทูเดย์”
โดย...จักรวาล ส่าเหล่ทู
เรื่องอื้อฉาวและพฤติกรรมนอกรีตในแวดวงผ้าเหลือง กำลังทำให้พุทธศาสนาประสบกับวิกฤตศรัทธา “โพสต์ทูเดย์” จับเข่าคุย ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการด้านศาสนา ดีกรีปริญญาเอกศาสนศาสตร์ สาขาศาสนวิทยา ชำแหละรากเหง้าของความถดถอยที่เกิดขึ้น
รัฐผูกติดการเมือง
“ความถดถอยไม่ใช่เป็นเพราะความผิดจากตัวบุคคล หากแต่เป็นความผิดพลาดของระบบ การที่คนส่วนใหญ่กำลังพุ่งเป้าเพื่อลงโทษพระรูปใดรูปหนึ่ง หรือวัดใดวัดหนึ่ง จึงอาจจะไม่ใช่หนทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเสียทีเดียว”
อาจารย์ศิลป์ชัย เริ่มฉายภาพว่า ศาสนามีลักษณะพิเศษคือเป็นอุดมคติขั้นสูง และปัจจัยที่ทำให้อุดมคตินั้นไม่สามารถดำเนินไปในทางที่ควรจะเป็นได้ ก็คือการที่รัฐเอาศาสนามาผูกเข้ากับอำนาจทางการเมือง เมื่อพูดถึงอำนาจทางการเมืองก็ต้องเกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างอำนาจ ลำดับชั้นของเกียรติที่นำมาซึ่งผลประโยชน์อื่นๆ
ระบบเหล่านี้เอื้อให้พระนักบวชของทุกศาสนาทำผิดหลายๆ อย่าง เช่น แสวงหาทรัพย์สิน ลาภยศ สมณศักดิ์ โดยนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาล ที่สำคัญคือในระบบพระไม่มีการตรวจสอบ ไม่ต้องชี้แจงรายได้ ไม่ต้องเสียภาษี จึงจะเห็นได้ว่ามีพระหลายรายเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก โดยแฝงในรูปของการไปเผยแผ่ศาสนา
ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือ กรณีของ “วัดพระธรรมกาย” ซึ่งมิชอบในหลายเรื่อง แต่ไม่ว่าหลักฐานชี้ความผิดชัดเจนเพียงใด ทางมหาเถรสมาคมก็ชี้ความผิดไม่ได้ น่าคิดว่าหากกลไกรัฐ ข้าราชการ มหาเถรสมาคม ไม่หย่อนยานหรือร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยแล้ว ความผิดเหล่านี้จะเนิ่นนานมาขนาดนี้หรือไม่
ศาสนาระบบปิด
“และทั้งหมดนี้ประชาชนไม่มีสิทธิอะไรทั้งสิ้น เพราะระบบของพระเป็นระบบปิด รัฐธรรมนูญให้การคุ้มครองและสนับสนุนพุทธศาสนาเต็มที่ ให้อำนาจทุกอย่างในการดูแลสงฆ์และวัดให้เป็นของมหาเถรสมาคมเท่านั้น ไม่มีใครมีสิทธิแทรกแซงอำนาจการบริหาร แถมมีกฎหมายห้ามหมิ่น หรือวิจารณ์สมเด็จพระสังฆราชและคณะสงฆ์อีกด้วย
...นอกจากนี้ ระบบการแต่งตั้งก็เป็นระบบภายในที่มีกฎเกณฑ์และธรรมเนียมประเพณีในกลุ่มของตัวเอง มีการเล่นเส้นสายนิกายกลุ่มของตัวเอง และมักตั้งสมณศักดิ์โดยเน้นพระที่มีผลงานด้านการระดมเงินทำบุญในการก่อสร้างศาสนสถานมากยิ่งกว่าการเผยแผ่คำสอนและมากกว่าเรื่องการปฏิบัติตนที่ดีพร้อม” นักวิชาการรายนี้ ระบุ
อาจารย์ศิลป์ชัย บอกอีกว่า เมื่อพิจารณาโครงสร้างของมหาเถรสมาคมแล้ว จะพบว่าอำนาจมีรัฐเป็นผู้รับรองและอำนาจก็มักมาพร้อมกับผลประโยชน์มหาศาล ทั้งการสนับสนุนจากทางรัฐตามกฎหมาย ซึ่งรัฐเองก็ต้องจัดสรรผลประโยชน์ให้ ประชาชนบริจาคตามศรัทธา ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้ไม่เคยได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง จึงน่าตั้งคำถามว่านี่เป็นความชอบธรรมตามหลักศาสนาอยู่หรือไม่ เพราะไม่ใช่แค่พระที่ร่ำรวย วัดยังมีที่ดินมหาศาลและให้เช่าในเชิงธุรกิจอีกด้วย
“แน่นอนว่าเป็นเพราะระบบเอื้อให้กระทำผิด ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคลหรือวัดใดวัดหนึ่ง เหมือนอย่างเรื่องคอร์รัปชั่นของนักการเมือง จะกล่าวหานักการเมืองคนใดคนหนึ่งก็คงทำให้ปัญหาจบลงไม่ได้ ต้องแก้กันทั้งระบบ” ศิลป์ชัย เทียบเคียงชัด พร้อมตั้งคำถามอีกว่า เมื่อมีความพยายามชี้ความผิดกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอย่างสุดโต่ง คำถามต่อมาก็คือแล้วพระรูปอื่น สำนักสงฆ์ยุคอื่นๆ ไม่ได้ทำผิดหรือ?
แยกรัฐออกจากศาสนา
“ยิ่งมีความพยายามโดยการใช้พระธรรมวินัยเข้าไปชี้ความผิด ก็ต้องตั้งคำถามอีกว่าจะใช้มาตรฐานนี้กับทุกวัดและพระสงฆ์ทุกรูปหรือไม่ ซึ่งก็จะเป็นประเด็นปัญหาตามมา เพราะเรื่องของศาสนาเป็นเรื่องของการตีความ” อาจารย์ด้านศาสนา ระบุ
ทางออกสำหรับปัญหาที่หยั่งรากลงลึก หรือที่นิยมใช้คำว่า “ปฏิรูปศาสนา” ในมุมมองของศิลป์ชัย คือ ต้องทำให้ศาสนาไปอยู่ในมือของประชาชน ต้องดำรงอยู่ได้ด้วยศรัทธาของประชาชน ให้คนในสังคมพิจารณาด้วยตัวเอง โดยรัฐไม่เข้าไปให้การรับรองอำนาจของคณะสงฆ์ หรือง่ายๆ คือแยกศาสนาออกจากระบบการเมืองของรัฐ
รัฐมีหน้าที่เพียงให้เสรีภาพและความเท่าเทียมทางศาสนาแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ โดยให้ประชาชนของแต่ละศาสนา หรือนิกาย สามารถตั้งองค์กรเพื่อบริหารและควบคุมศาสนา และนิกายของพวกเขากันเอง
ต้องควบคุมลัทธิใหม่
เมื่อแยกศาสนาออกจากรัฐได้และให้เสรีภาพทางศาสนาเต็มที่แล้ว ก็อาจจะมีลัทธิศาสนาใหม่ๆ และการแตกนิกายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งบางทีอาจจะดีหรือไม่ดีกว่าศาสนาเดิมนิกายเดิมก็แล้วแต่ ที่สำคัญคือเราก็ต้องให้สิทธิกับเขา
ยกตัวอย่าง หากวัดพระธรรมกายยังยืนยันจะสอนเหมือนเดิม รัฐไม่มีสิทธิบังคับเขาห้ามเผยแพร่ศาสนา แต่อาจจะผลักดันให้พวกเขาเป็นนิกายใหม่เลยก็ได้ แล้วองค์กรที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธสามารถชี้แจงต่อประชาชนได้ว่า นิกายธรรมกายนี้เขาสอนต่างจากพุทธเถรวาทดั้งเดิมอย่างไร หรือจะตีแผ่พฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลก็ได้ แต่ไม่มีสิทธิ
ไม่ห้ามเขาดำรงอยู่
อย่างไรก็ตาม รัฐก็ต้องมีองค์กรเพื่อคอยกำกับดูแลเรื่องคำสอนและการดำเนินงานของศาสนาและนิกายต่างๆ ไม่ให้เป็นภัยต่อรัฐและภัยสังคม เช่น คอยควบคุมวัดและศาสนาที่สอนและชักจูงให้ทำบุญจนคนเดือดร้อน หรือแม้แต่ระดมทุนทำบุญมากจนเกินความจำเป็น
นอกจากนี้ ยังต้องมีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการดำเนินกิจกรรมของศาสนสถานนั้นๆ หากจำเป็นอาจถึงขั้นเก็บภาษีศาสนาก็สามารถทำได้







