posttoday
ทหารไทยไม่เปลี่ยนแปลง

ทหารไทยไม่เปลี่ยนแปลง

15 มีนาคม 2558

เชื่อไหมว่าทหารไทยเป็นสุภาพบุรุษที่สุด ตั้งแต่ที่ยึดอำนาจครั้งแรกเมื่อ 24 มิ.ย. 2475-2558

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

เชื่อไหมว่าทหารไทยเป็นสุภาพบุรุษที่สุด

ตั้งแต่ที่ยึดอำนาจครั้งแรกเมื่อ 24 มิ.ย. 2475-2558 นี้ ทหารไทยก็ยังมีบุคลิกภาพแบบสุภาพบุรุษดังเดิม ซึ่งก็หมายถึงความละมุนละไมหรือค่อนข้างจะ “เหนียมๆ” ในปฏิบัติการต่างๆ แม้บางครั้งหรือบางท่านอาจจะโว้กว้าก แสดงออกน่ากลัว แต่ในใจลึกๆ ทั้งนุ่มนวลและสุดแสนจะโรแมนติก ไม่เว้นแม้แต่จอมพลผ้าขาวม้าแดงและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ผู้เขียนได้อ่านเบื้องหลังการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 ทั้งจากวิทยานิพนธ์และสารคดีเจาะลึกต่างๆ ส่วนหนึ่งระบุว่าทหารเป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่ข้าราชการกลุ่มหนึ่งที่นำโดยพลเรือนขอให้มาช่วยเป็นกำลังหลักในการยึดอำนาจ โดยมีการประชุมปรึกษาหารือกันที่กรุงปารีสมาตั้งแต่ พ.ศ. 2469 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งตอนนั้นยังใช้ชื่อว่า แปลก ขีตตะสังคะ และมียศแค่ ร.ท.เป็นแกนนำฝ่ายทหารที่เมื่อกลับมาประเทศไทยก็ได้มาขยายความคิดให้คณะ 4 ทหารเสือ ที่มีพระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรง
สุรเดช พระยาฤทธิอัคเนย์ และพระประศาสน์พิทยายุทธ ขอฉันทานุมัติเพื่อทำการรัฐประหาร

หลังการยึดอำนาจทหารก็พยายามจะไม่ออกหน้าว่าเป็นพระเอกหรือคิดครอบครองอำนาจ โดยได้ให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี และเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นประธานรัฐสภา ซึ่งทั้งสองท่านเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ในระบอบเก่า คณะราษฎรจึงได้ไปเชิญทั้งสองท่านนี้มาเพื่อแสดงความเป็น
กลางและไม่หวงอำนาจ แต่ว่าหลังกบฏบวรเดชใน พ.ศ. 2476 และการสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 ใน พ.ศ. 2477 ทหารเกรงรัฐบาลพลเรือนอาจจะเอาไม่อยู่ จึงขึ้นควบคุมอำนาจเสียเอง โดยพระยาพหลพลพยุหเสนาที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็นหัวหน้าคณะราษฎรนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทว่าก็ยังมีความวุ่นวายทั้งในรัฐสภาและรัฐบาล

จนถึง พ.ศ. 2480 ผู้นำทหารตัวจริงคือ พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม จึงบีบให้พระพาพหลพลพยุหเสนาลงจากตำแหน่ง แล้วขึ้นไปดำรงตำแหน่งนั้นแทน ที่ครองอำนาจมาจนถึงจบสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ต้องมา “มัวหมอง” ไปชั่วคราวเนื่องจากไปหนุนญี่ปุ่นให้มาใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพ อันนำมาซึ่งการเข้ามามีอำนาจแทนที่ของพลเรือนในช่วงสั้นๆ โดยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2489 แต่ในปีต่อมาทหารก็มายึดอำนาจคืน ซึ่งตอนแรกก็ยัง “เหนียมๆ” อีกเช่นเคย โดยไปเชิญนายควง อภัยวงศ์ ให้เป็นนายกฯ ไปก่อน แต่อีกไม่กี่เดือนต่อมาก็ให้นายทหารเอาปืนไป “จี้” ท่านออกมา แล้วจอมพล ป. ก็ครองอำนาจมาจนถึง พ.ศ. 2500 ที่ต้องมาหมดอำนาจไปเพราะลูกน้องที่เป็นทหารใหญ่ทะเลาะกัน โดย พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้ชนะ

เมื่อแรกที่ พล.อ.สฤษดิ์ ได้อำนาจมา ท่านก็ยัง “เหนียมๆ” ให้นายพจน์ สารสิน และ พล.อ.ถนอม กิตติขจร เป็นนายกฯ ไปก่อน จนท่านไปซ่อมสุขภาพที่สหรัฐอเมริกามาแล้วใน พ.ศ. 2502 จึงขึ้นครองตำแหน่งนายกฯ อย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าท่านเป็นสุดยอดเผด็จการเป็นอย่างยิ่ง แต่กระนั้นในเรื่องรักโรแมนติกของท่านก็ยังเป็นตำนานที่โลกกล่าวขาน ความเป็นศิลปิน การชอบดารานักร้องและสาวสวย ยังไม่มีใครทำลายสถิติท่านได้ ซึ่งก็คงจะเป็นกรรมของอนุภรรยานับร้อยเหล่านั้น เพราะใน พ.ศ. 2508 ท่านก็ถึงแก่อสัญกรรม แล้วถูกรัฐบาลต่อมาซึ่งก็คือลูกน้องของท่านคือจอมพลถนอมนั่นแหละตั้งคณะกรรมการไปยึดทรัพย์ จำนวนทรัพย์ที่ถูกยึดกว่า 2,800 ล้านบาท (ราคาทองตอนนั้นบาทละ 400 ถ้าคูณด้วย 50 เท่า ซึ่งเป็นราคาทองในปัจจุบันก็เป็นเงินกว่า 1.4 แสนล้านบาท แต่ก็น้อยกว่าที่
นายกฯ หญิงคนแรกทำไว้กว่า 5 เท่า เฉพาะโครงการรับจำนำข้าวเพียงอย่างเดียว) ที่รวมถึงบ้านและที่ดิน รถยนต์และทรัพย์สินต่างๆ ที่กำนัลแก่อนุภรรยาทุกคนนั้นด้วย

ความเหนียมของทหารยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าการตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ให้เป็นนายกฯ หลังการยึดอำนาจใน พ.ศ. 2519 การประสานอำนาจกับนักเลือกตั้งในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในช่วง พ.ศ. 2523-2531 การตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน ของคณะ รสช.ในช่วง พ.ศ. 2534 รวมทั้งในการยึดอำนาจ 2 ครั้งหลัง คือวันที่ 19 ก.ย. 2549 ก็ไปเชิญองคมนตรีคือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (ซึ่งถือว่าเป็นนายทหารนอกราชการ) และวันที่ 22 พ.ค. 2557 แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ เอง แต่ก็มีการจัดโครงสร้างอำนาจแบบ “แม่น้ำ 5 สาย” เพื่อไม่ให้กองทัพต้องรับเละโดยตรง

ความเหนียมหรือความสุภาพของทหารไม่ได้เป็นแค่การ “ถนอมตัว” ในเรื่องการดำรงตำแหน่งต่างๆ เท่านั้น แต่จากประวัติศาสตร์หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองกว่า 80 ปี ทหารยังแสดงความสุภาพในการแทรกแซงกระบวนการทางการเมืองการปกครองหลังการยึดอำนาจในแต่ละครั้งนั้นเสมอมา โดยการปล่อยให้สังคมในภาคส่วนต่างๆ ได้เข้ามาสร้างสรรค์ประชาธิปไตย ตั้งแต่ที่ จอมพล ป. มีแนวคิดในการปฏิรูประบบรัฐสภาในช่วง 2492-2496 หรือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 ที่ถูกบ่มเพาะมาในยุคทหารก็มีแนวคิดแยกอำนาจนิติบัญญัติออกจากอำนาจบริหาร หรือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 ที่ทหารคุมการร่างเองก็ได้สร้างสมดุลอำนาจได้อย่างยาวนาน ล่าสุด ในสมัย คมช.ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ไม่ก้าวก่าย พล.อ.สุรยุทธ์ รวมถึง คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คอยเป็นเกราะคุ้มครองให้แม่น้ำ 5 สายเป็นสำคัญ

ในช่วงเวลานี้ที่อยู่ในช่วงเผด็จการและประกาศใช้กฎอัยการศึก จึงไม่ค่อยได้เห็นใครออกมาวิจารณ์ทหารตรงๆ แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนในโพสต์ทูเดย์เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มี.ค. 2558 ผู้เขียนก็ได้อ่านบทความของรองศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร (ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น “ผู้กล้าแห่งยุคสมัย”) ได้ออกมาวิจารณ์ทหารอยู่บ้าง แม้จะไม่ “เต็มใบ” แต่ก็โดนใจหลายๆ คนเป็นอย่างมาก ที่ท่านให้ความเห็น (โดยผู้เขียนสรุปความเอง ซึ่งอาจจะไม่ตรงเสียทีเดียว) ว่า ทหารทำรัฐประหารมาก็หลายครั้ง บ้างก็ล้มเหลวหรือไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรที่สังคมไทยคาดหวังได้ ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งผล
กระทบในความนับถือของคนไทยที่มีต่อทหาร

ผู้เขียนก็เหมือนกับคนไทยอีกจำนวนมากที่เอาใจช่วยทหาร การยึดอำนาจก็ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ (แม้จะดูเหมือนง่าย) จำได้ว่าตั้งแต่ครั้งที่ทหารยึดอำนาจใน พ.ศ. 2534 มาถึง พ.ศ. 2549 และ 2557
ก็มีประชาชนเอาดอกไม้ไปมอบ
ให้ทหารมากขึ้นๆ ในแต่ละครั้ง
ตอนนี้การร่างรัฐธรรมนูญดูจะมี
ปัญหามาก เราคนไทยตาดำๆ ก็ขอทหารอย่าปล่อยให้เลอะเทอะไปมากกว่านี้

เขียนได้แค่นี้แหละครับ ไม่อยากไปรับโทษร่วมกับ บก.

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ