
แจกใบปลิวประท้วงแบงก์กสิกรไทยไม่รับผิดชอบ
2 แม่ลูกเดินแจกใบปลิวหน้าธนาคาร แฉถูกโกงเงิน 5 ล้านบาท ศาลตัดสินว่าผิด ยังไม่ยอมคืนหลักทรัพย์อ้างคดียังไม่สิ้นสุด
2 แม่ลูกเดินแจกใบปลิวหน้าธนาคาร แฉถูกโกงเงิน 5 ล้านบาท ศาลตัดสินว่าผิด ยังไม่ยอมคืนหลักทรัพย์อ้างคดียังไม่สิ้นสุด
น.ส.ลดาวัลย์ วัฒนโกศัย อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 151 หมู่ 1 ต.หางดง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นปลักอยู่เทศบาลตำบลหาญแก้ว อ.หางดง จ.เชียงใหม่ นำนางหล่าน วัฒนาโกศัย มารดาอายุ 67 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51 หมู่ 2 ต.ร้องกวาง อ.ร้องกวาง จแพร่ ออกแจกใบปลิวกล่าวหาธนาคารกสิกรไทยสาขาแพร่ หลังศาลตัดสินให้เป็นฝ่ายชนะคดี กรณีที่นางหล่าน วัฒนาโกศัย กู้เงินธนาคารกสิกรไทย สาขาแพร่จำนวน 7 ล้านบาทนำไปใช้ในการรับซื้อพืชไร่ (ข้าวโพด) เมื่อปี 2550
อย่างไรก็ตามหลังการซื้อข้าวโพดเสร็จได้นำเงินไปส่งคืนวันที่ 12 กพ.2550 จำนวน 2 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2550 ได้นำเงินไปส่งคืนธนาคารอีก 5 ล้านบาท โดยนำมาส่งคืนให้ที่เคาเตอร์ของธนาคารกสิกรไทยสาขาแพร่ เมื่อใช้เงินหมดก็สบายใจแล้วว่าหมดภาระไปไว้รอการกู้ในฤดูกาลใหม่ต่อไป แต่ปรากฏว่าธนาคารมีหนังสือมาทวงหนี้ที่เหลืออีกจำนวน 5 ล้าน แสดงว่า พนักงานธนาคารไม่ได้นำเงินเข้าระบบ จึงไม่มีการหักล้างหนี้ ได้เข้าติดต่อธนาคารอีกครั้งเพื่อให้มีการตรวจสอบ ซึ่งนายวิวัฒน์ พิเชียรเสถียร ผู้จัดการธนาคารในสมัยนั้นไม่รับผิดชอบโดยอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับธนาคาร จึงได้ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองแพร่ ทำให้กลายเป็นคดีมาอย่างต่อเนื่อง
น.ส.ลดาวัลย์ กล่าวว่า จนวันที่ 29 ม.ค.2553 ศาลจังหวัดแพร่มีคำพิพากษาให้จำคุกพนักงานธนาคารสองคนคือ นายชัยฤกษ์ วงศ์ฟู รวม 11 ปี และนางศุกร์ธิวรรณ ชุ่มใจ รวม 8 ปี ซึ่งคำตัดสินดังกล่าวทำให้ นางสาวลดาวัลย์ ผู้เสียหายได้เข้าทวงถามอีกครั้งเมือ่วันที่ 8 เมษายน 2553 โดยระบุให้มีการปรับบัญชีลูกหนี้เจ้าหนี้ให้ถูกต้อง ทำให้ธนาคารตอบกลับมาเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2553 แจ้งผลดำเนินคดี พนักงานทั้งสองคนและแจ้งให้ทราบว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีอาญาที่ไม่เกี่ยวกับธนาคาร ผู้กระทำผิดกำลังยืนอุทธรณ์คำพิพากษาและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ข้อเรียกร้องจึงต้องให้คดีถึงที่สุดก่อน โดยมีนายฉลอง พาทัน ผู้บริหารเครือข่ายลูกค้าผู้ประกอบการ ธนาคารกสิการไทยสาขาแพร่เป็นผู้แจ้งข่าวให้ทราบ ทำให้ลูกค้าธนาคารผู้เสียหายรายนี้เห็นว่าการทำธุรกรรมกับธนาคารและเกิดความผิดพลาดโดยพนักงานธนาคารต้องรับผิดชอบและดำเนินการให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมกับธนาคารได้ต่อไป
น.ส.วลดาวัลย์ วัฒนาโกศัย ผู้เสียหายได้เข้าพบนายเทียนชัย เกิดวงศ์หงส์ ผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย สาขาแพร่อีกครั้งเมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 21 มิถุนายน 2553 แต่ไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจคือยังคงไม่รับผิดชอบการกระทำดังกล่าว นางสาวลดาวัลย์ฯจึงได้ทำการถ่ายเอกสารของธนาคารที่ติดต่อกับตนแจกเป็นใบปลิวให้กับประชาชนที่เดินผ่านในย่านถนนช่อแฮ เพื่อให้ประชาชนรับทราบการไม่รับผิดชอบของธนาคาร
น.ส.ลดาวัลย์ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวตนและมารดาทำธุรกิจพืชไร่ โดยใช้ธนาคารกสิกรไทยเป็นแหล่งเงินทุนในการทำธุรกิจ ได้นำที่ดินพร้อมที่อยู่อาศัยและสำนักงานรับซื้อข้าวโพด เป็นแถวตึก 3 ชั้น 2 คูหาที่ดิน 65 ตารางวา มีมูลค่า 20 ล้านบาทจากการประเมิน นำมาเป็นหลักทรัพย์กู้เงิน เมื่อทำการกู้เงินธนาคารควรที่จะให้บริการลูกค้า เข้าใจได้ว่าพนักงานเป็นผู้ฉ้อโกง แต่เมื่อพบว่ามีการฉ้อโกงและศาลตัดสินแล้วก็ควรที่จะแก้ปัญหาให้กับลูกค้า แต่ธนาคารกลับปัดความรับผิดชอบโดยอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างลูกค้า กับ พนักงาน ในขณะเดียวกันตนได้ส่งเงินกู้จนหมดแล้วแต่ธนาคารยังไม่ยอมคืนหลักทรัพย์ ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะได้รับหลักทรัพย์คืนเมื่อจ่ายเงินกู้หมดแล้ว นางสาวลดาวัลย์กล่าวด้วยว่า ตนจะนำคำพิพากษาเข้าร้องเรียนต่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค และฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายต่อไป
ทางด้านนายเทียนชัย เกิดวงศ์หงส์ ผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย สาขาแพร่ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ธนาคารรับทราบปัญหาซึ่งเกิดมานานแล้ว เกิดขึ้นจากการบริหารงานของผู้จัดการคนเก่า อย่างไรก็ตามตนได้เข้ามารับตำแหน่งได้ 1 ปีก็พยายามที่จะแก้ปัญหา โดยจะทำรายงานหารือไปที่ธนาคารสำนักงานใหญ่ เพื่อหาทางออก ส่วนการปรับสถานะของลูกค้า ในบัญชีลูกหนี้เจ้าหนี้นั้น จำเป็นที่จะต้องให้คดีไปถึงที่สุดก่อน จึงจะสามารถทำธุรกรรมให้ได้ ซึ่งถ้าคดีถึงที่สุด พนักงานทั้งสองคนก็คงต้องถูกลงโทษไปตามกฎหมาย และจากนั้นก็จะมีคำสั่งจากทางธนาคารต่อไป อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถลงโทษหรือทำอย่างใดอย่างหนึ่งกับพนักงานสองคนได้เนื่องจากต้องรอศาลสั่งถึงที่สุดเสียก่อน “ต้องยอมรับว่าการที่ลูกค้าออกไปแจกใบปลิวให้ข้อมูลปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อธนาคารอย่างรุนแรงซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย” นายเทียนชัยกล่าวในที่สุด







