
กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่เหมาะสม
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2543 โดยกำหนดอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (เงินเฟ้อทั่วไปที่ไม่รวมสินค้ากลุ่มอาหารสดและกลุ่มพลังงาน) เฉลี่ยรายไตรมาสที่ 0-3.5% เป็นเป้าหมายนโยบายการเงิน ซึ่งในขณะนั้นเป้าหมายนี้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กล่าวมาข้างต้น
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2543 โดยกำหนดอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (เงินเฟ้อทั่วไปที่ไม่รวมสินค้ากลุ่มอาหารสดและกลุ่มพลังงาน) เฉลี่ยรายไตรมาสที่ 0-3.5% เป็นเป้าหมายนโยบายการเงิน ซึ่งในขณะนั้นเป้าหมายนี้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กล่าวมาข้างต้น
กล่าวคือ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานสะท้อนค่าครองชีพได้ดีเนื่องจากมีสัดส่วน 75% ของตะกร้าเงินเฟ้อทั่วไป และเคลื่อนไหวไปกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป รวมทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการรองรับปัจจัยชั่วคราว เนื่องจากไม่ผันผวนมาก เหมาะสมกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และนโยบายการเงินสามารถดูแลได้
ต่อมาในเดือน ก.ย. 2551 ได้มีการปรับกรอบเป้าหมาย โดย “ยกขอบล่างขึ้น” เพื่อลดโอกาสเกิด “ภาวะเงินฝืด” ขณะเดียวกันได้ “ปรับลดขอบบนลง” เท่ากัน เพื่อให้ค่ากลางอยู่ที่เดิมคือ 1.75% ทำให้กรอบ
เป้าหมายเงินเฟ้อกลายเป็นอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยรายไตรมาสที่ 0.5-3.0%
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ นอกจากจะสะท้อนการยึดจุดยืนเดิมของการดำเนินนโยบายการเงิน ช่วงเป้าหมายที่แคบลงยังสื่อถึงความตั้งใจของนโยบายการเงินในการยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่ไม่ผันผวนเกินไป
ในช่วงที่ผ่านมา การใช้เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน โดยกำหนดรูปแบบเป็นช่วงและระยะเวลาที่สั้น นับว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยมีส่วนช่วยดูแลอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานให้อยู่ในกรอบเป้าหมายมาโดยตลอดหลังปี 2543 ยกเว้นในช่วงปี 2552 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก พร้อมกับมีการออกมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของภาครัฐ ที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลดต่ำลง
ประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ทำให้ ธปท. มีแนวคิดที่จะปรับปรุงเป้าหมายเงินเฟ้อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเหนี่ยว การคาดการณ์เงินเฟ้อ และสอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
โดยนับตั้งแต่ปี 2555 คณะกรรมการนโยบายการเงินได้พิจารณาทบทวนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ และเห็นชอบให้เสนอ “อัตราเงินเฟ้อทั่วไป” เป็นเป้าหมายของนโยบายการเงิน แทน “อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน” เพราะอัตราเงินเฟ้อทั่วไป สามารถสะท้อนค่าครองชีพของประชาชนได้ดี และสอดคล้องกับการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนมากกว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยให้นโยบายการเงินมีประสิทธิภาพในการยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อได้ดียิ่งขึ้น
แนวคิดที่จะปรับปรุงเป้าหมายเงินเฟ้อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายการเงิน ทำให้เป้าหมายเงินเฟ้อปรับเปลี่ยนจากเดิมเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป และปรับจากรูปแบบช่วงเป้าหมาย (Range) เป็นจุด (Point) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อ ขณะที่อนุญาตให้มี “ค่าความยืดหยุ่นเพื่อรองรับความผันผวนจากปัจจัยชั่วคราว”
สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงเริ่มใช้เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ค่าความยืดหยุ่นที่ ร้อยละ 1.5 มีความเหมาะสมและสามารถดูแลได้
นอกจากนี้ ได้ปรับเปลี่ยนระยะเวลาของเป้าหมายจากเฉลี่ยรายไตรมาสเป็นเฉลี่ยรายปี เพื่อสะท้อนการมองไปข้างหน้ามากขึ้น และขจัดผลของปัจจัยชั่วคราวที่มีต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปบางส่วน
ในส่วนของระดับเป้าหมายนั้น เนื่องจากที่ผ่านมา การดำเนินนโยบายการเงินสามารถดูแลเสถียรภาพของประเทศได้ดี จุดยืนของนโยบายการเงินในปัจจุบันถือว่าเหมาะสม การกำหนดเป้าหมายใหม่จึงยึดจุดยืนนโยบายเดิม ดังนั้น ค่ากลางของเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่เหมาะสมจึงเทียบเคียงได้กับค่ากลางของเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดิม โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างค่ากลางของเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดิมกับค่าเฉลี่ยของอัตราเงินเฟ้อกลุ่มอาหารสดและพลังงาน ซึ่งจากหลักการดังกล่าว ค่ากลางของเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.52
ระดับเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ร้อยละ 2.5 ใกล้เคียงกับระดับการคาดการณ์เงินเฟ้อของสาธารณชนในปัจจุบัน รวมทั้งสอดคล้องกับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าคู่แข่งในระยะปานกลาง นอกจากนี้ยังเป็นระดับเป้าหมายที่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วง Inflation Targeting (นับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2543-ปัจจุบัน) ที่ใกล้เคียงร้อยละ 2.5
ดังนั้น เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2557 คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงได้มีมติเห็นชอบให้เสนออัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยรายปีที่ร้อยละ 2.5 1.5 เป็นเป้าหมายนโยบายการเงิน และคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติกรอบเป้าหมายดังกล่าว เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2558
นัยต่อการดำเนินนโยบายการเงิน เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักในการปรับเปลี่ยนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อของสาธารณชน
ดังนั้น กระบวนการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายการเงินยังคงเป็นเช่นเดิม คือ ประเมินทั้งความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน และความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านราคา โดยเน้นการมองไปข้างหน้าเพื่อตอบสนองต่อเงินเฟ้อที่มาจากแรงกดดันด้านอุปสงค์และการคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นสำคัญ ผ่านการพิจารณาทั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน และเครื่องชี้แนวโน้มเงินเฟ้ออื่นๆ
อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่มาพร้อมกับเป้าหมายเงินเฟ้อใหม่ คือ การสื่อสารทำความเข้าใจกับสาธารณชนถึงการประเมินแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากทั้งปัจจัยชั่วคราวและปัจจัยที่มีผลกระทบแบบถาวรรวมทั้งเหตุผลต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงิน เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อได้ต่อไป







