
ลงทุนรัฐเป็นหมัน ธปท.หั่นจีดีพี
อีกไม่กี่วันก็จะหมดไตรมาสแรกของปีนี้ ตัวเลขดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญ ไม่มีตัวเลขไหนบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง/ พรสวรรค์ นันทะ
อีกไม่กี่วันก็จะหมดไตรมาสแรกของปีนี้ ตัวเลขดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญ ไม่มีตัวเลขไหนบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการส่งออกที่ติดลบ 2 เดือนซ้อน การบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างช้ามากๆ ตัวเลขการลงทุนภาครัฐก็ยังไม่เกิด อัตราเงินเฟ้อที่ติดลบ 2 เดือนซ้อน ก็บ่งบอกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะฝืดเคือง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จำใจยอมลดดอกเบี้ยลง 0.25% จาก 2% เหลือ 1.75% หวังว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น
ปีนี้ดูเหมือนจะเป็นปีที่ภาวะเศรษฐกิจไทยจะเผชิญปัญหาหนัก จนทำให้เสาหลักเศรษฐกิจอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศทบทวนตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ตั้งแต่ไตรมาสแรก จากประมาณการเดิม ธปท.คาดหวังว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวได้ 4% ภายใต้สมมติฐานการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.1% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 7.2% การอุปโภคและลงทุนภาครัฐขยายตัว 4.5% การส่งออกขยายตัว 1% และอยู่ภายใต้เงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 1.2%
แต่จะหมดไตรมาสแรกแล้ว ยังไม่เห็นวี่แววการลงทุนโครงการของรัฐบาล สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ก็ชะลอตัวลง อีกทั้งการส่งออกที่คิดว่าน่าจะดีขึ้น ก็ม้วนตัวลงมาไม่ขยายตัวอย่างที่คาดเพราะลูกค้าอย่างสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวแถมยังอัดฉีดเงินออกมามหาศาลเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทำให้ในวันที่ 20 มี.ค.นี้ ธปท.จะทบทวนอัตราการขยายตัวของจีดีพีเป็นครั้งแรกของปีนี้
การปรับประมาณการเศรษฐกิจของ ธปท.นั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะการทบทวนเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่หากในช่วงเวลาปกติ ธปท. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะปรับปรุงตัวเลขจีดีพีทุกครึ่งปี แต่การปรับตัวเลขกันตั้งแต่ไตรมาสแรก สะท้อนให้เห็นว่าธปท.มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงเร็ว มีความผันผวนอยู่สูง
ก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ประกาศลดคาดการณ์จีดีพีโลกปี 2558 ลงจากที่คาดว่าจะโต 3.8% ก็ลดลงเหลือ 3.5% ด้วยเหตุผลว่าเศรษฐกิจจีน รัสเซีย ยูโร และญี่ปุ่น จะฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกให้เติบโตลดลง ตอกย้ำภาวะความตกต่ำต่อเนื่องของหลายประเทศ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่การส่งออกของไทยจะย่ำแย่ตามประเทศคู่ค้าไปด้วย
แหล่งข่าวจาก ธปท. ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ต้องปรับลดประมาณการเศรษฐกิจรอบนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดไว้ รายได้ภาคการเกษตรที่ลดต่ำลงเริ่มส่งผลต่อการบริโภคทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้เป็นประเด็นความเสี่ยงด้านลบที่ ธปท.กังวลไว้ก่อนแล้ว ที่สำคัญการเบิกจ่ายภาครัฐที่เคยหวังจะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลับเบิกจ่ายได้น้อยกว่าที่คาดไว้อีก แถมภาคเอกชนยังมีความเชื่อมั่นที่ลดลงด้วย ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปตามคาด
ไม่เพียง ธปท.คิดจะปรับจีดีพี ภาคเอกชนก็เตรียมทบทวนตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจใหม่ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าอาจต้องปรับลดจีดีพีลง จากเดิมที่เคยคาดไว้เมื่อเดือนปลายปีที่แล้วว่าจีดีพีปี 2558 จะเติบโตอยู่ในช่วง 3.5-4.8% ส่วนการบริโภคภาคเอกชนเดิมคาดไว้ที่ 3.1% หรืออยู่ในช่วง 2.8-3.5% การลงทุนรวมคาดไว้ที่ 6% หรืออยู่ในช่วง 5.3-6.6% คาดการณ์ส่งออกไว้ที่ 3.5% หรืออยู่ในช่วง 2-4.5% คาดการณ์นำเข้าไว้ที่ 5.5% หรืออยู่ในช่วง 4-7% และจะมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 1.05 หมื่นล้านบาท หรืออยู่ในช่วง 8,900 ล้านบาท ถึง 1.15 หมื่นล้านบาท
“มีความเป็นได้สูงที่จะปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้ลงจากเดิม เพราะการบริโภคมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าคาด ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า ส่งผลให้คนระมัดระวังการใช้จ่ายและการลงทุน จึงต้องปรับใหม่ เบื้องต้นคาดว่าจะมีการแถลงรายละเอียดคาดการณ์ในวันที่ 30 มี.ค.ที่จะถึงนี้” รายงานข่าว ระบุ
ด้าน อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารยังไม่มีแนวโน้มจะปรับตัวเลขจีดีพีที่คาดการณ์ไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว ที่ 3.3% ลง เนื่องจากคาดเอาไว้ค่อนข้างต่ำแล้ว ส่วนจะปรับอีกหรือไม่ ขอรอดูตัวเลขเศรษฐกิจเดือน มี.ค. หรือข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาสแรกของสศช.ก่อนก็ได้
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่ามีแนวโน้มที่จีดีพีปีนี้จะโตต่ำกว่า 4% ที่ ธปท.คาด และต่ำกว่า 3.3% ที่ธนาคารคาด ส่วนสาเหตุที่ ธปท.จะปรับลดลงนั้น เดาว่าเป็นเพราะการเบิกจ่ายของภาครัฐล่าช้ากว่าที่ ธปท.คาดไว้ เศรษฐกิจโต้ได้ช้า ทำให้ต้องปรับลดดอกเบี้ยลง
“ผมว่าประเด็นที่น่าห่วงไม่ได้อยู่ที่จะโต 3.3% หรือไม่ แต่อยู่ที่เศรษฐกิจไทยเราจะมีปัจจัยใหม่ๆ มาฉุดให้เศรษฐกิจฟื้นได้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็น ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าห่วงกว่าจะโต 3.3% หรือ 4% เสียอีก เพราะตอนนี้หัวใจหลักอยู่ที่การใช้จ่ายภาครัฐแต่ดูเหมือนเงินจะออกมาช้ากว่าที่คาด อย่างไรก็ตามถึงเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปีนี้จะไม่โตเลยเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่ฐานต่ำ เพราะจีดีพีติดลบ 0.6% ก็ทำให้ดีได้ เพราะฉะนั้นไตรมาสแรกปีนี้จะโตที่ 4% ก็ไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์ เพราะโตจากฐานที่ต่ำมาก และน่าจะมีผลมาจากการนำเข้าที่ต่ำ ทำให้รายจ่ายประเทศดูดีขึ้นเท่านั้น แต่ปัญหาอยู่ที่เทียบจีดีพีไตรมาสแรกกับไตรมาสก่อนหน้ามันจะนิ่ง อันนี้อาจจะทำให้ความเชื่อมั่นหรือการลงทุนและการใช้จ่ายลดลงอีกหรือไม่ต้องติดตาม” อมรเทพ กล่าว
การปรับตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจนั้น มีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายของรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งภาคเอกชนเองก็จะนำเอาตัวเลขเศรษฐกิจนี้ไปวางแผนธุรกิจ จะขยายกำลังการผลิต จะต้องลดการลงทุน หรือจะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด
อย่างไรก็ดี แนวโน้มการทบทวนจีดีพีของหน่วยงานต่างๆ คาดว่าจะเป็นการปรับลดมากกว่าจะปรับขึ้น เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศไม่เป็นใจ
และเมื่อย่างเข้าสู่ไตรมาส 2 ของปีนี้ ภาคการเกษตรจะยิ่งลำบากกับปัญหาภัยแล้งที่เริ่มส่งสัญญาณรุนแรงแล้ว หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เตรียมหาทางรับมือปัญหาไว้ก่อน คาดว่าอาจจะต้องมีการปรับตัวเลขจีดีพีลงทุกไตรมาส
ขณะนี้เพิ่งเริ่มจะผ่านไตรมาสแรกของปีนี้เท่านั้น รัฐบาลยังมีเวลาที่จะทำอะไรอีกมากเพื่อไม่ให้สถานการณ์เศรษฐกิจแย่ลงไปกว่านี้ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะทำหรือปล่อยให้เวลาแก้ไขปัญหาด้วยตัวของมันเอง







