posttoday
โลกผวาผลลัพธ์เฟด สัญญาณขึ้นดอกเบี้ยชัด

โลกผวาผลลัพธ์เฟด สัญญาณขึ้นดอกเบี้ยชัด

12 มีนาคม 2558

ปั่นป่วนสั่นสะเทือนทั่วตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วง 2-3 วันที่่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นหลักของโลกอย่างสหรัฐ

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ปั่นป่วนสั่นสะเทือนทั่วตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วง 2-3 วันที่่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นหลักของโลกอย่างสหรัฐ เมื่อมีกระแสข่าวอย่างไม่เป็นทางการแพร่กระจายออกมาว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้การนำของ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟดหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐ มีแนวโน้มจะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือน มิ.ย.นี้ หรืออาจจะเร็วกว่านั้น

แม้ประเด็นข้างต้นจะไม่ใช่เรื่องใหม่ที่มีการพูดคุยถึง แต่การเกริ่นกล่าวในครั้งนี้กลับแตกต่างจากครั้งก่อนในความรู้สึกของนักลงทุน เหตุผลเพราะความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงกลางปีนี้มีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้น

ผลลัพธ์ก็คือ ในวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของตลาดสหรัฐ ดิ่งแรงถึง 332.78 จุด หรือเท่ากับ 1.85% มาอยู่ที่ 17,662.94 จุด ขณะที่ดัชนีสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ 500 (เอสแอนด์พี 500) ปรับลดลง 35.26 จุด หรือ 1.7% มาอยู่ที่ 2,044.17 จุด และดัชนีเทคโนโลยีแนสแด็ก ปรับร่วงลง 82.64 จุด หรือ 1.67% มาอยู่ที่ 4,859.79 จุด

ขณะเดียวกัน ความคาดหวังว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ยังส่งผลต่อค่าเงินสกุลเหรียญสหรัฐที่พลิกสถานะกลายเป็นแหล่งลงทุนที่มีแววว่าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น หันมาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ซึ่งส่งผลให้สกุลเงินของประเทศอ่อนตัวลง

ทั้งนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่องอีก 1.4% เมื่อเทียบกับเงินสกุลยูโร หรือแตะระดับเฉียด 1.07 เหรียญสหรัฐ/ยูโร ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐต่อยูโรแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 12 ปี

สำหรับปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักและนักลงทุนจากหลายสถาบันลงความเห็นสอดคล้องตรงกันในประเด็นเรื่องเงื่อนเวลาของการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดครั้งนี้ ก็คือความเคลื่อนไหวในตลาดงานสหรัฐที่มีทิศทางสดใส

หากยังจำกันได้ เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ เปิดเผยว่า การจ้างงานของสหรัฐนอกภาคการเกษตรในช่วงเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้นอีก 2.95 แสนตำแหน่ง ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินกันไว้ก่อนหน้าว่าจะอยู่ที่ 2.4 แสนตำแหน่ง

นอกจากนี้ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตลาดงานสหรัฐตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นทุกเดือน เฉลี่ยเดือนละ 2.63 แสนตำแหน่ง อีกทั้งผลการสำรวจอัตราว่างงานของสหรัฐในเดือน ก.พ. ยังปรับลดลงเหลือ 5.5% จาก 5.7% ในเดือน ม.ค.ก่อนหน้า

เคน เมย์แลนด์ ประธานเคลียร์วิว อีโคโนมิกส์ บริษัทวิเคราะห์วิจัยด้านเศรษฐกิจ แสดงความเห็นว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้กำลังสะท้อนว่าวงจรเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มกลับคืนสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้ง

“วงจรขาขึ้นเริ่มต้นที่การเติบโตในตลาดงานเป็นหลัก เพราะเมื่อตลาดงานโต ย่อมทำให้รายได้ของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น จนทำให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น และมีการใช้จ่ายมากขึ้นย่อมทำให้บริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องลงทุนขยับขยายตัวเอง ซึ่งจะส่งผลทำให้การจ้างงานขยายตัวได้ดี เป็นวงจรบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป” เมย์แลนด์ กล่าว

เท่านั้นยังไม่พอ สัญญาณว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งหมายถึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ยังมาจากท่าทีของคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) อย่าง เดนนิส ล็อกฮาร์ท ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้ด้วยความเชื่อมั่นว่า คณะกรรมการจะพิจารณาหารือเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยก็นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. เป็นต้นไป

ขณะเดียวกัน หลักฐานที่สนับสนุนว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นในเร็ววันก็คือ ท่าทีของผู้ว่าการเฟดอย่างเยลเลนเอง ซึ่งให้คำมั่นหลายครั้งหลายคราแล้วว่า เฟดจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐปรับตัวดีขึ้นตามแบบที่เฟดวาดหวังไว้

เรียกได้ว่าการจ้างงานที่ดีวันดีคืน บวกกับบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มสดใส ส่งผลให้นักลงทุนค่อนข้างมั่นใจว่าเฟดจะพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าช่วงเวลาที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า หรือก็คือก่อนหรือช่วงระหว่างเดือน มิ.ย.นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หากเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจปกติ ที่ทั่วโลกกำลังฟื้นจากวิกฤตพร้อมๆ กัน แน่นอนว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดครั้งนี้ย่อมไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล ทว่าสถานการณ์ในปัจจุบันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลให้เงินทุนไหลกลับเข้ามายังตลาดสหรัฐมากขึ้นเพื่อรับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า ทำให้ประเทศอย่างตลาดในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากสภาวะช็อกที่มาจากกระแสทุนไหลออก ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่มีการเอ่ยปากเตือนกันมาหลายต่อหลายครั้งแล้วก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่วันที่เฟดส่งสัญญาณยุติการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) และวางแผนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของตน

แม้ว่าหลายประเทศจะมีมาตรการป้องกันรับมือจากภาวการณ์ข้างต้นมาเป็นอย่างดี แต่สถานการณ์ในขณะนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากราคาน้ำมันถูก รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การงัดกลยุทธ์นโยบายทางการเงินขึ้นมาใช้เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนมากเข้าไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับประเทศที่มีรายได้พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก 

เหตุผลเพราะสถานการณ์ข้างต้นส่งผลต่อภาวะการขยายตัวของเงินเฟ้อให้อยู่ในอัตราต่ำ หรือที่เรียกว่าภาวะเงินเฟ้อโตต่ำ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินฝืด จนนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดังนั้นหลายประเทศจึงประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังที่เห็นได้ในจีน หรือเกาหลีใต้

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ หลายประเทศในขณะนี้กำลังขับเคี่ยวเพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อของตนเอง

การตัดลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวยังมาพร้อมกับการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินของประเทศตนเองแข็งค่าจนเกินไป ท่ามกลางการใช้นโยบายคิวอีของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่ตั้งใจทำให้ค่าเงินของตนเองอ่อนค่าลงเช่นกัน เพื่อชิงความได้เปรียบด้านการส่งออก

ผลก็คือนักลงทุนจึงคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐมากขึ้น ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐน่าลงทุนเพราะมีแนวโน้มว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เห็นได้จากการแห่แหนเข้ามาซบเงินเหรียญสหรัฐของนักลงทุนทั่วโลกในปัจจุบัน จนค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าที่สุดเป็นประวัติการณ์

เงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นย่อมกลายเป็นปัจจัยลบต่อภาคการส่งออก รวมถึงรายได้ของบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ซึ่งเพิ่งจะฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีก่อนหน้า

ดังนั้น แทนที่เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวได้แข็งแกร่งตามแบบแผนที่คาดหวังกันไว้ เฟดก็อาจต้องปวดหัวอีกระลอกกับการหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจสหรัฐในขณะนี้ยังค่อนข้างเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาวะเงินเฟ้อยังคงเติบโตอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าเป้าที่เฟดตั้งไว้ที่ 2%

เรียกได้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐในครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะเผชิญผลกระทบทางลบด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปผลลัพธ์จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด แต่อย่างน้อยที่สุดสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐล่าสุดนี้ก็น่าจะเพียงพอให้หลายต่อหลายประเทศเร่งลงมือวางแผนเตรียมตัวอย่างจริงจังได้แล้ว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ