posttoday
เปิดโพลแสลงใจกมธ.ยกร่างฯ

เปิดโพลแสลงใจกมธ.ยกร่างฯ

12 มีนาคม 2558

กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยกับท่าทีของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยกับท่าทีของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญในการไม่เห็นด้วยกับรายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2558 (ครั้งที่ 1)

การไม่เห็นด้วยกับรายงานผลสำรวจความคิดเห็นคงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่กับกรณีนี้ต้องถือว่าเป็นความผิดปกติที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากรายงานฉบับนี้มาจากการลงมือทำของคณะ กมธ.ยกร่างฯ เอง โดยได้รับความร่วมมือจาก “สำนักงานสถิติแห่งชาติ” และ “สถาบันพระปกเกล้า”

ในรายงานฉบับดังกล่าว ได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์ของการสำรวจความคิดเห็นว่า 1.เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนในประเด็นที่สำคัญต่อการร่างรัฐธรรมนูญ และ 2.เพื่อนำมาประกอบเป็นข้อมูลสำหรับการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญของคณะ กมธ.ยกร่างฯ

ส่วนกระบวนการเก็บข้อมูลนั้นได้ใช้วิธีส่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ไปทำการสัมภาษณ์สมาชิกในครัวเรือน ตัวอย่างที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ครัวเรือนละ 1 คน โดยให้กระจายตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพการทำงานและรายได้ ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 5,800 ตัวอย่าง

ระยะเวลาการเก็บข้อมูลอยู่ในระหว่างวันที่ 5-11 ม.ค. 2558 ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากคณะกมธ.ยกร่างฯ เห็นชอบหลักการใหม่ว่าด้วยระบบการเมืองนักการเมืองและสถาบันการเมืองและก่อนที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา

สำหรับรายละเอียดบางส่วนของผลการสำรวจที่เป็นประเด็นที่ทำให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ แสดงความไม่เห็นด้วยกับผลที่ออกมามีอยู่ด้วยกัน 3 ประเด็น ดังนี้

1.ที่มาของนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อนี้มีการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 “นายกรัฐมนตรีควรมาจากความเห็นชอบของ สส.หรือไม่” พบว่าประชาชน 58.6% เห็นด้วยกับการให้นายกฯ ควรมาจากความเห็นชอบของ สส. ส่วน 40.9% ไม่เห็นด้วย

ย่อยลงไปตามรายภาค จะพบว่ากลุ่มตัวอย่างในภาคเหนือเห็นด้วยกับการให้นายกฯ ควรมาจากความเห็นชอบของ สส.มากที่สุด 62.4% รองลงมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 61.4% กทม. 58.6% ภาคกลาง 57.1% และภาคใต้ 51.1%

ส่วนที่ 2 “นายกฯ ต้องเป็น สส.ด้วยหรือไม่” ผลสำรวจระบุว่า 58.9% เห็นด้วย ส่วน 40.6% ไม่เห็นด้วย เมื่อพิจารณาเป็นรายภาคพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเห็นด้วยกับการให้นายกฯ ต้องเป็น สส.มากที่สุด 64.4% รองลงมา เป็นภาคใต้ 58.5% กทม. 58.4% ภาคเหนือ 57.4% และภาคกลาง 55.2%

ไม่เพียงเท่านี้ ในรายงานเห็นฉบับนี้ยังได้ลำดับเหตุผลระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการที่ให้นายกฯ ต้องเป็น สส.เอาไว้อย่างน่าสนใจ

เหตุผลของฝ่ายที่เห็นด้วยกับการให้นายกฯ ต้องเป็น สส.มากที่สุด คือ มาจากการเลือกตั้งและได้มาจากเสียงประชาชน (19.5%) รองลงมา เป็นการเข้าถึงประชาชนและรับรู้ปัญหาและความต้องการของประชาชน (2.3%) ส่วนเหตุผลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมากที่สุด คือ นายกฯ ต้องทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร (6.2%) คนนอกมีสิทธิเป็นนายกฯ ได้ (5.5%) เป็นการปิดกั้นคนดีที่มีความรู้ความสามารถ (4.7%)

2.การได้มาซึ่ง สว. ผลสำรวจระบุจัดลำดับความเห็นของประชาชนต่อเรื่องที่มาของ สว.ดังนี้ 1.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 62.3% 2.ทั้งจากการเลือกตั้งและแต่งตั้งหรือสรรหาจากกลุ่มอาชีพ 26.3% 3.แต่งตั้งหรือสรรหาจากกลุ่มอาชีพ 10.7%

แบ่งเป็นตามรายภาคจะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีถึง 68.3% ที่สนับสนุนให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด รองลงมา เป็นภาคเหนือ 63.6% ภาคกลาง 60.3% กทม. 59.3% และภาคใต้ 55.8% ในทางกลับกันสัดส่วนของเหตุผลในการสนับสนุนให้ สว.มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้ง/สรรหาจากกลุ่มอาชีพ พบว่าคน กทม. 27.3% ที่เห็นด้วยกับที่มาของ สว.ในลักษณะนี้ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประชาชนสนับสนุนเพียง 23.9%

นอกจากนี้ ความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 86.3% เห็นควรกำหนดให้จำนวน สว.ในแต่ละจังหวัดขึ้นอยู่กับจำนวนของประชากรในจังหวัด โดยมีเหตุผลที่สนับสนุนกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.ตามแนวทางนี้หลากหลาย เช่น ทำให้เกิดความยุติธรรม มีความเป็นสัดเป็นส่วน สามารถดูแลบริหารจัดการได้ทั่วถึง เข้าถึงประชาชน เป็นการกระจายอำนาจ จะได้ตรวจสอบการทำงานของ สส. จังหวัดจะได้มีตัวแทนของประชาชนเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

สำหรับเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งของ สว.ว่าควรมีระยะเวลา 6 ปีหรือไม่ ในรายงานผลสำรวจฉบับนี้ ระบุว่า 55% เห็นว่าไม่เหมาะสม 41.5% เห็นว่ามีความเหมาะสม โดย 74.1% เห็นควรให้มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปีเท่ากับ สส.

3.การเลือกตั้ง สส. ผลสำรวจ 71.3% เห็นว่าควรมีการเลือกตั้ง สส.ทั้งสองประเภทเหมือนเดิม (ระบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ) โดยกลุ่มตัวอย่างในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 77.7% สนับสนุนให้คงการเลือกตั้งไว้ตามระบบเดิม ซึ่งเป็นสัดส่วนมากกว่าภาคอื่น

มาในประเด็นคำถามที่ว่า “การเลือกตั้ง สส.เขตควรเป็นแบบใด” พบว่า 58% เห็นควรให้เป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียวที่แต่ละเขตมี สส.ได้เขตละ 1 คน รองลงมา 40% ควรเป็นระบบเขตใหญ่ คือ เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งมี สส.ได้หลายคน จำแนกเป็นรายภาคจะพบว่าภาคกลางเป็นภาคที่สนับสนุนระบบการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียวมากที่สุดถึง 60.2% รองมาเป็นภาคเหนือ 59.1% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 57.2% ภาคใต้ 56.1% และ กทม. 55.3%

ทั้งนี้ จากรายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนฉบับนี้ จะเห็นได้ว่าสวนทางกับเนื้อหาที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้ดำเนินการไปแล้วแทบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ล่าสุดคณะ กมธ.ยกร่างฯ เตรียมจะขอให้สถาบันพระปกเกล้านำแบบสอบถามความคิดเห็นของประชาชนที่จะจัดทำในรอบช่วงเดือน เม.ย. หลังเทศกาลสงกรานต์มาให้คณะ กมธ.ยกร่างฯพิจารณาก่อน

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย