
3 ช่องทางมุดรู รธน. แปลงร่าง ‘สืบทอดอำนาจ’
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลิ่นสืบทอดอำนาจคละคลุ้งมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งหากพิจารณาจากหลายปมในร่างรัฐธรรมนูญถูกมองว่า “เปิดช่อง” ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ แม่น้ำอีก 4 สาย ยังคงรักษาสถานะอยู่ในอำนาจต่อไป
แม้จะมีเสียงยืนยันจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ว่าไม่คิดสืบทอดอำนาจ แถมตบท้ายแบบน่ากลัวว่า “จะมาหวาดระแวงอะไรกับผม ถ้าหวาดระแวงผม ผมไม่คืนอำนาจให้ก็จบแล้ว”
แต่หลายฝ่ายในสังคมยังไม่อาจปักใจเชื่อได้อย่างสนิทใจ เพราะแต่ละประเด็นที่สอดไส้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ดูประหนึ่งจะเปิดทางรองรับการเข้าสู่อำนาจของแม่น้ำ 5 สาย หลังหมดสถานะไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม
เริ่มตั้งแต่ช่องทางแรก “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ซึ่งถูกกระแสถล่มอย่างรุนแรง เพราะการปลดล็อกไม่ให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส. นอกจากจะทำให้ขาดการยึดโยงกับประชาชนแล้ว ยังส่งผลให้ขาดการตรวจสอบ คัดกรองในเบื้องต้น เมื่อกลไกดังกล่าวเปิดช่องให้สามารถดึงบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในการจับจ้องจากฝ่ายต่างๆ เข้ามานั่งหัวหน้าฝ่ายบริหารได้ทันที หากได้รับความเห็นชอบจากสภา
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น “นายทุน” หรือ “ผู้มีบารมี” หรือจะเป็น “มือที่มองไม่เห็น” ล้วนแต่สามารถเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทั้งนั้น นั่นทำให้เริ่มมีเสียงดักคอว่าเป็นช่องทางที่ปูไว้เผื่อการสืบทอดอำนาจหรือไม่
ถึงจะพยายามลดแรงเสียดทานเบื้องต้นด้วยการเขียนล็อกว่า นายกฯ คนนอกนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกรณีเหตุฉุกเฉิน หรือวิกฤตเท่านั้น แต่ถึงกระนั้ันก็ไม่มีความชัดเจนว่าสถานการณ์ใดที่เรียกว่าฉุกเฉิน
อีกทั้ังในชั้นสุดท้ายของการยกร่างรัฐธรรมนูญยังต้องจับตาว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น หรือเปิดกว้างให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯ ได้สะดวกขึ้นหรือไม่
ช่องทางที่สอง เข้าสู่อำนาจผ่านระบบเลือกตัั้งไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม จากอดีตที่ผ่านมาพบว่าคณะรัฐประหารในหลายยุคตัดสินใจกระโดดเข้าสู่สนามการเมืองหลังคืนอำนาจ อาทิ พรรคสามัคคีธรรม ของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร
แต่ทว่าระยะหลังรูปแบบเข้าสู่อำนาจแบบเดิมๆ เริ่มไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน และมองว่าเป็นรูปแบบของการสืบทอดอำนาจที่โจ่งแจ้งเกินไป จนต้องหลบเลี่ยงหาวิวัฒนาการที่สลับซับซ้อนมากขึ้น อาทิ หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 มีการวางตัวพรรคเพื่อแผ่นดินมาลงแข่งกับขั้วอำนาจเก่าอย่างพรรคพลังประชาชนเวลานั้น
ถึงขั้นเจรจากับพรรคการเมืองอื่นแบบลับๆ วางแผนเตรียมตั้งรัฐบาล ก่อนที่แผนทุกอย่างจะต้องสะดุดลงไปเมื่อพรรคพลังประชาชนเอาชนะการเลือกตั้งกลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จนต่อมา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติเวลานั้นต้องเปลี่ยนแผนมาลงสนามการเมืองเต็มตัวกับพรรคมาตุภูมิ
รอบนี้ไม่ว่า คสช.จะมีแผนสืบทอดอำนาจหรือไม่ก็ตาม แต่ด้วยการวางกรอบกติกาให้พรรคขนาดกลางขนาดเล็กเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในอำนาจการเมือง ควบคู่ไปกับการบอนไซพรรคขนาดใหญ่ ทำให้อดคิดถึงปฏิบัติการเข้ามาสืบทอดอำนาจในสนามการเมืองไม่ได้
ยังไม่นับรวมกับแผนที่อาจทำหน้าที่แค่คอยชักใยพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก หรือ กลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลังโดยไม่ต้องเปิดหน้าลงสู่สนามการเมืองแบบเต็มตัว
สอดรับเงื่อนไขแรกที่หากรัฐธรรมนูญไม่ล็อกให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก สส. ใครที่คุมเสียงข้างมากในสภาได้ ย่อมสามารถกำหนดตัวบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ีนายกรัฐมนตรีได้
ช่องทางที่สาม ที่จะรักษาอำนาจของแม่น้ำทั้ง 5 สายไว้ได้ คือ การเปลี่ยนสถานะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการในองค์กรต่างๆ ที่จะตั้งขึ้นตามรัฐธรรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ และล่าสุดทั้ง “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” ที่จะมาจาก สปช. 60 คน สนช. 30 คน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ 30 คน และ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ” ซึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ ไม่เกิน 5 คน
แม้เบื้องต้นจะเห็นว่าองค์กรเหล่านี้จะมีเพียงแค่ให้คำแนะนำ ชี้แนะ และชงเรื่องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการ แต่หากพิจารณารายละเอียดในรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าอำนาจของ “องค์กร” ที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นั้น มีอยู่ไม่น้อย แถมอาจถึงขั้นชี้นำหรือแทรกแซงการตัดสินใจฝ่ายบริหาร และสภาที่จะมาจากการเลือกตั้ังด้วยซ้ำ
แต่ทั้งหมดนี้ประเด็นที่จะเอื้อให้สามารถสืบทอดอำนาจได้อย่างไม่สะดุดคือเอกภาพในกองทัพ
ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมา บิ๊ก คสช.ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกจัดวางตัวบุคคลที่ไว้ใจได้มารับไม้ต่อในตำแหน่งหลัก และกำลังตำแหน่งสำคัญ ในช่วงเปลี่ยนผ่านแต่
ละครั้ัง ทั้งเพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือคลื่นใต้น้ำ และเป็นแรงหนุนในการขับเคลื่อนภารกิจในอนาคต
ส่วนเหตุผลที่จะแอบหาช่องทางสืบทอดอยู่ในอำนาจต่อไปจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ คงต้องติดตามดูต่อไป







