
คิวอียุโรปออกลาย มือมืดป่วนการเงินโลก
เป็นที่จับตากันในวงกว้างสำหรับการเปิดฉากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
เป็นที่จับตากันในวงกว้างสำหรับการเปิดฉากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) โดยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในวันนี้ ซึ่งอีซีบีจะเข้าซื้อพันธบัตรเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.1ล้านล้านบาท) ไปจนถึงเดือน ก.ย.ปีหน้า หรือเท่ากับจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 2 ปี และอีซีบียืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะใช้ต่อเนื่องจนกว่าเศรษฐกิจยุโรปจะฟื้นตัว
อีซีบีจะดำเนินการเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลสมาชิกยูโรโซนทั้ง 19 ประเทศ โดยจะคัดเลือกเฉพาะตราสารหนี้คุณภาพดีเท่านั้น ทำให้พันธบัตรของรัฐบาลที่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงอย่างกรีซหมดสิทธิที่จะรับเงินจากมาตรการคิวอี
หากลองคำนวณดูคร่าวๆ เม็ดเงินจากการอัดฉีดของอีซีบีไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 1.14 ล้านล้านยูโร (ราว 39 ล้านล้านบาท) เป็นอย่างน้อย นับเป็นตัวเลขที่แทบจะใกล้เคียงกับการทำคิวอีของธนาคารกลางสหรัฐก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ การเข้าซื้อพันธบัตรกลุ่มยูโรโซนจะทำให้ผลตอบแทนพัฒนากลุ่มดังกล่าวปรับลดลง จนไม่ดึงดูดใจนักลงทุนอีกต่อไป ซึ่งจะกลายเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งรวมถึงสินทรัพย์ที่ลงทุนในต่างประเทศด้วย
นอกจากนี้ ยังทำให้สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลง โดยมาตรการการเข้าซื้อพันธบัตรของอีซีบีได้กดให้สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 1.0988 เหรียญสหรัฐ/ยูโร ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในรอบ 11 ปีแล้วในขณะนี้
ในทำนองเดียวกัน การอัดฉีดเม็ดเงินในปริมาณมหาศาลขนาดนี้ ย่อมเป็นการเขย่าเสถียรภาพการเงินโลกอย่างแน่นอน
เริ่มต้นที่ผลที่จะตามมาอย่างแรกคือ คิวอีจะหนุนให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอีก จากเดิมที่ปัจจุบันแข็งค่าที่สุดในรอบหลายปีแล้ว จากการแห่เข้าไปลงทุนกับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวของเมืองลุงแซม
นอกจากแข็งค่าขึ้นโดยเปรียบเทียบกับสกุลเงินยูโรแล้ว การอัดฉีดคิวอียังจะทำให้เกิดภาวะทุนไหลเข้าสหรัฐ ซึ่งก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นอกจากมาตรการคิวอีจะทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นจากการเปรียบเทียบกับสกุลเงินยูโรแล้วคิวอียังเพิ่มปริมาณทุนที่จะไหลเข้าไปยังสหรัฐอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวดีอย่างเห็นได้ชัด โดยในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นถึง 2.95 แสนตำแหน่ง ทำให้อัตราว่างงานลดลงไปอยู่ที่ 5.5% นับเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือน พ.ค. 2008
แน่นอนว่า กรณีดังกล่าวนับเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น โดยอาจจะมีขึ้นก่อนช่วงกลางปีตามการคาดการณ์เดิม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นย่อมเป็นการสร้างมนต์เสน่ห์ดึงดูดทุนเข้าสหรัฐเพิ่มขึ้นอีก และเป็นปัจจัยที่จะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า
แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับว่า สกุลเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นนับเป็นปัจจัยที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากกว่าการบ่อนทำลาย เนื่องจากเศรษฐกิจเมืองลุงแซมมีพื้นฐานในการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก
ดังนั้น หากค่าเงินแข็งค่า ชาวเมืองลุงแซมจะสามารถซื้อสินค้าและบริการได้ในราคาที่ถูก กระตุ้นการบริโภคทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเมืองลุงแซม
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของคิวอียุโรปต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กลับตรงกันข้าม แม้คิวอีจะทำให้เกิดภาวะทุนไหลเข้าเช่นเดียวกับฝั่งสหรัฐ ทำให้ตลาดทุนคึกคักและเงินแข็งค่า
กระนั้นการแข็งค่าของสกุลเงินกลับไม่ใช่ปัจจัยเกื้อหนุนทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างที่เป็นในสหรัฐ เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก
ฉะนั้น เมื่อสกุลเงินท้องถิ่นแข็งค่าขึ้นก็จะทำให้สินค้าส่งออกแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ลดศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าในตลาดโลก และบั่นทอนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด
ความเคลื่อนไหวของเงินทุนจากยุโรปจึงเป็นเหตุให้ขณะนี้บรรดาตลาดเกิดใหม่ในเอเชียต่างพากันงัดมาตรการคิวอีออกมาใช้กันถ้วนหน้า เพื่อสกัดกั้นเงินทุนยุโรปที่มาจ่อถึงปากประตู และป้องกันการแข็งค่าของสกุลเงินท้องถิ่น
เริ่มตั้งแต่อินเดียที่ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วถึง 2 ครั้ง โดยในครั้งแรกปรับลงจาก 8% เป็น 7.75% และล่าสุดลดลงเป็น 7.5%
ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถลดสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรอินเดียได้ โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้มีการลงทุนในพันธบัตรสูงถึง 5,350 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.71 แสนล้านบาท) นับเป็นภาวะทุนไหลเข้ามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1999 เลยทีเดียว
ส่วนอินโดนีเซียปรับลดจาก 7.75% เป็น 7.5% ก่อนหน้าการปรับอัตราดอกเบี้ยของอินเดียไม่นานนัก แต่ก็ไม่สามารถสกัดการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซีย 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2002 เช่นกัน
นอกจากนั้น เช่นเดียวกับธนาคารกลางจีนที่ตัดสินใจหั่นอัตราดอกเบี้ยลงจากเดิมที่ 5.6% เป็น 5.35% การขยับลดดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.25% เหลือเพียง 2.5% และสิงคโปร์ที่ตัดสินใจผ่อนคลายการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้สกุลเงินเหรียญสิงคโปร์อ่อนค่าลง
ข้อมูลจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กพบว่าราคาผลตอบแทนเฉลี่ยของพันธบัตรเอเชียปรับขึ้น 2.3% ในปีนี้ โดยราคาพันธบัตรอินโดนีเซียปรับตัวขึ้น 8.4% ขณะที่ราคาพันธบัตรจีนขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 2.6%
ถึงกระนั้นก็ยังมีชาติในเอเชียบางส่วนที่ยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย เช่น ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน มาเลเซีย และไทย ด้วยความกังวลว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะสร้างผลเสียให้ตลาด ทั้งการกระตุ้นหนี้ครัวเรือน รวมถึงสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้น แต่ประเทศเหล่านั้นก็ต้องจำใจยอมรับการสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันจากค่าเงินที่แข็งขึ้น
ความเคลื่อนไหวเช่นนี้จะกลายเป็นการแข่งขันกันทำให้สกุลเงินอ่อนค่าระหว่างกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในที่สุด หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สงครามค่าเงิน” โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพในการแข่งขันในตลาดโลกไว้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซาเช่นนี้
ด้าน มิทัล โคเทชา หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินในเอเชียแปซิฟิกของธนาคารบาร์เคลย์ส แสดงความเห็นว่า การประกาศใช้คิวอีจะเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนหันเข้าหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงยิ่งขึ้น ซึ่งบรรดาประเทศในเอเชียต้องคอยจับตาภาวะความเคลื่อนไหวทางการเงินให้ เพราะจะเกิดภาวะทุนไหลเข้าแครี่เทรด
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเปิดฉากอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของยุโรปในครั้งนี้ จะทำให้สกุลเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้น และมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องหากเฟดยังมีท่าทีที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย
อย่างไรก็ถาม ภาวะเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ากลับไม่สามารถช่วยกระตุ้นการส่งออกของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ เนื่องจากเม็ดเงินจากการทำคิวอีก็ไหลเข้าสู่ตลาดของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เช่นกัน
กรณีดังกล่าวจึงกลายเป็นสถานการณ์บังคับให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต้องแข่งขันกันทำให้ค่าเงินอ่อนค่าเพื่อรักษาศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งแน่นอนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะนำไปสู่ความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในที่สุด
แน่นอน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการคิวอีของทางอีซีบีจะเป็นการจุดกระแสความคึกคักในตลาดทุนทั่วโลก แต่ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากตลาดทุนนับเป็นส่วนน้อยในระบบเศรษฐกิจเท่านั้น ดังนั้นหากต้องแลกด้วยความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดความผันผวนทางการเงินแล้ว ก็ต้องบอกว่าไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ







