
ขู่เบี้ยวนัดออกหมายจับแน่
ดีเอสไอระบุชัด หากธัมมชโยเบี้ยวหมายเรียกซ้ำๆ จะขอศาลออกหมายจับแน่
ดีเอสไอระบุชัด หากธัมมชโยเบี้ยวหมายเรียกซ้ำๆ จะขอศาลออกหมายจับแน่
พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 3 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า หากพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย และพระลูกวัดที่ถูกดีเอสไอออกหมายเรียกให้เข้ามาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค.เป็นต้นไป ไม่มาตามหมายเรียก เจ้าหน้าที่ก็จะออกหมายเรียกซ้ำอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี หากเจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกซ้ำหลายครั้งแล้ว แต่ผู้ถูกออกหมายเรียกไม่ยอมมาเข้าพบ หรือมีเจตนาและพฤติกรรมในลักษณะหลบเลี่ยงหลบหนี เจ้าหน้าที่ก็จะขออำนาจศาลออกหมายจับโดยทันที
“ส่วนตัวเชื่อว่าพระธัมมชโยจะเข้ามาให้ปากคำตามหมายเรียก แต่ถ้าไม่มาก็จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย” พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าว
ทั้งนี้ กรณีการสอบสวนพระธัมมชโยและพระลูกวัด เป็นส่วนหนึ่งในคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอตรวจสอบการสั่งจ่ายเช็คจำนวน 878 ฉบับ ลงนามโดยนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ ในจำนวนนี้มีการสั่งจ่ายให้พระธัมมชโยและพระลูกวัด 15 ฉบับ มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท
ด้าน พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า คดีการยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ปปง.จะรับผิดชอบเฉพาะเรื่องทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิด แต่จะไม่ยุ่งเรื่องคดีอาญา
“บุคคลใดรับทรัพย์สินที่ได้ไปจากการฟอกเงิน ปปง.ก็จะดูว่าเจตนาหรือไม่ ถ้าชี้แจงได้ก็จะไม่มีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน แต่ทรัพย์จะต้องถูกอายัด คล้ายกับกรณีรถหรูของนายปกรณ์ฉัตรบริรักษ์ นักแสดงชื่อดัง” พ.ต.อ.สีหนาท กล่าว
ขณะที่พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ประกาศว่า หากไม่สามารถทำให้พระธัมมชโยสึกจากความเป็นพระได้ จะขอลาสิกขาทันที เพราะรู้สึกละอายตัวเองที่ไม่สามารถช่วยรักษาพระธรรมวินัยไว้ได้
พร้อมกันนี้ ยังได้เรียกร้องให้พุทธศาสนิกชนช่วยกันกระจายความผิดของวัดธรรมกายที่ละเมิดพระธรรมวินัย ด้วยการระดมเขียนไปรษณียบัตรต่อต้านพระธัมมชโย และมหาเถรสมาคม ส่งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการในเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง







