
จีน-ญี่ปุ่นแข่งสร้างรถไฟไทยได้ประโยชน์
ความเป็นคู่แข่งกันระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ไม่ได้ตกผลึกในรูปของความขัดแย้งด้านเขตแดนในทะเลจีนตะวันออกเท่านั้น แต่ยังปรากฏชัดในโครงการสร้างทางรถไฟในไทยอีกด้วย
ความเป็นคู่แข่งกันระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ไม่ได้ตกผลึกในรูปของความขัดแย้งด้านเขตแดนในทะเลจีนตะวันออกเท่านั้น แต่ยังปรากฏชัดในโครงการสร้างทางรถไฟในไทยอีกด้วย
โครงการรถไฟที่จีนหนุนหลังจะเชื่อมทางเหนือ-ใต้ระหว่างท่าเรือน้ำลึกระยองถึงชายแดนลาวที่ จ.หนองคาย และมีรางรถไฟแยกต่างหากเพื่อเชื่อมต่อกับกรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมมณฑลทางใต้ของจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
ขณะที่ญี่ปุ่นเสนอตัวในการสร้างทางรถไฟเชื่อมตะวันออกและตะวันตก เพื่อเชื่อมต่อกรุงเทพฯ กับเมืองชายแดน เพื่อเชื่อมเสียมราฐในกัมพูชา และทวายในพม่า ซึ่งสำคัญต่อยุทธศาสตร์ทางธุรกิจของญี่ปุ่นในภูมิภาค
แดเนียล กัลลูชี คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ สื่อชื่อดังแดนอังกฤษ แสดงความเห็นว่า ท่ามกลางความขัดแย้งของทั้งสองมหาอำนาจในเอเชีย ไทยจะเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด
กัลลูชี ระบุว่า ทั้งสองโครงการแสดงให้เห็นชัดเจนถึงการแข่งขันกันขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในอาเซียน
ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวและพยายามที่จะขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในอาเซียน ทั้งการก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (เอไอไอบี) รวมถึงการขยายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (โอดีเอ) ในภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านั้นจะเป็นโครงการของประเทศพัฒนาแล้ว
นอกจากนี้ จีนยังกระตือรือร้นที่จะสนับสนุนรัฐบาลทหารของไทย เพราะนอกจากโครงการรางรถไฟแล้ว รัฐบาลจีนยังตกลงที่จะซื้อข้าวและยางจากไทยแบบ “จีทูจี” อีกด้วย เพื่อช่วยระบายสต๊อกสินค้า
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นพยายามที่จะรักษาอิทธิพลทางเศรษฐกิจในอาเซียนไว้ โดยญี่ปุ่นยังคงตำแหน่งของผู้นำในการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ในอาเซียน และต้องพึ่งพาฐานการผลิตในภูมิภาคแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยไทยถือเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญสำหรับญี่ปุ่น
ฉะนั้น การขยายตัวของจีนและความพยายามในการรักษาอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน ย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งกันในอาเซียนระหว่างสองมหาอำนาจแห่งเอเชีย
รายงานระบุว่า ท่ามกลางบรรยากาศของการแข่งขันของจีนกับญี่ปุ่น ไทยน่าจะเป็นผู้ที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดในกรณีนี้ หากโครงการก่อสร้างรางรถไฟบรรลุผลจริงๆ ไทยจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเชื่อมต่อทางรถไฟกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยเคยมีประวัติในการละทิ้งโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานมาแล้ว จึงอาจจะเร็วไปที่จะสรุปว่าโครงการรางรถไฟทั้งสองจะเดินหน้าต่อไปได้ หรือมิฉะนั้นอาจจะต้องพบจุดจบเช่นเดียวกับโครงการทางด่วนโฮปเวลล์
ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า นับเป็นการพิสูจน์ถึงความไร้ศักยภาพของการเมืองไทย เพราะถึงแม้โครงการดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชน กลุ่มธุรกิจ และแทบไม่มีการต่อต้านจากพรรคฝ่ายค้าน ทว่ารัฐบาลในอดีตกลับไม่สามารถจัดการให้การลงทุนที่มีประโยชน์นี้เกิดขึ้นมาได้







