posttoday
ความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญา

ความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญา

04 มีนาคม 2558

ทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ฯลฯ ต่างก็มีมูลค่าในตัวเองทั้งนั้น

โดย...พวงรัตน อัศวพิศิษฐ์

ทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ฯลฯ ต่างก็มีมูลค่าในตัวเองทั้งนั้น แต่บางครั้งอาจต้องใช้เวลา และขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้ที่จะนำไปใช้ จึงอาจพูดได้ว่า หากผู้มีอำนาจในการตัดสินใจของบริษัทต่างๆ มีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา บวกกับมีวิสัยทัศน์ และบางครั้งก็อาจต้องบวกกับความโชคดีด้วย ก็จะทำให้บริษัทรวยได้เป็นพันๆ ล้าน ในทางตรงข้าม หากผู้มีอำนาจในการตัดสินขาดความตระหนัก (Awareness) ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ขาดวิสัยทัศน์ หรืออาจจะขาดโชคด้วยก็ได้ อาจทำให้บริษัทขาดโอกาสที่จะทำเงินได้เป็นพันๆ ล้านเช่นกัน หรืออาจขาดทุนจนต้องปิดกิจการไปก็ได้

ผู้เขียนได้เผอิญไปอ่านเกี่ยวกับการตัดสินใจทางธุรกิจที่ผิดพลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเรื่องต่างๆ ที่ยกมาประมาณ 10 เรื่อง ทำให้ผู้เขียนได้มีมุมมองอีกมุมหนึ่ง นั่นคือมุมมองทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่กล่าวแล้วข้างต้น เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าบางเรื่องอาจมีเรื่องของตลาดและรสนิยมของผู้บริโภคเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็ให้มุมมองทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาด้วย เช่น

 1.เรื่องของ “Coca-Cola” ที่เปลี่ยนชื่อไปเป็น “Coke” และมีการปรับเปลี่ยนรสชาติจากสูตรเดิมด้วย ในปี 1985 จนทำให้มีผู้ไม่ชอบและแสดงความคิดเห็นเข้ามาถึง 4 แสนราย นอกจากนี้ ยังทำให้ส่วนแบ่งตลาดลดลงไปเหลือเพียง 1.4% จนต้องเปลี่ยนกลับมาใช้ทั้งสูตรรสชาติและเครื่องหมายเดิม ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาตรงนี้ก็คือ “เครื่องหมายการค้า” ที่ Coca-Cola สร้างสมมาเกือบร้อยปี จนเป็นที่รู้จักในตลาดเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าผู้บริโภคในหลายประเทศจะนิยมเรียกสั้นๆ ว่า “Coke” แต่ก็ยังติดกับเครื่องหมายการค้า (Brand) ที่เป็น “Coca-Cola” แถมยังมีบางประเทศที่เรียกสั้นๆ ว่า “Cola” ไม่ใช่ “Coke” จึงอาจไม่แน่ใจ “Coke” คือผลิตภัณฑ์เดียวกับ “Coca-Cola” ยิ่งเมื่อประกอบกับรสชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ถึงแม้จะมีการทุ่มโฆษณาเพื่อให้เห็นการปรับเปลี่ยนยี่ห้อก็ตามแต่ ก็ยังไม่สามารถสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจและพอใจได้ ที่สำคัญต้องเข้าใจว่ามูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาในกรณีของเครื่องหมายการค้านี้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสม อาจเป็นเวลา 10-20 ปี การใช้เวลาเพียงไม่นานจึงไม่อาจเปลี่ยนใจผู้บริโภคได้

 2.กรณีนี้เป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ที่บริษัท Twenty Century Fox ได้สร้างหนัง Star Wars ขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่ 20 และเมื่อหนังฉายไปทั่วโลกเสร็จสิ้นแล้ว โดยทำกำไรไปจนคุ้มทุน Twenty Century Fox จึงขายลิขสิทธิ์ให้กับ George Lucas ในราคาเพียง 2 หมื่นเหรียญสหรัฐ โดยลืมไปว่าลิขสิทธิ์นั้นมีอยู่ในละครทุกตัวที่มีอยู่ในเรื่อง  รวมไปถึงพาหนะอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมด เช่นเดียวกับเรื่องอย่างเช่น โดราเอมอน หรือม้าก้านกล้วยของไทย เนื่องจากเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นเจ้าของตัวโดราเอมอนและตัวละครอื่นๆ ด้วย จึงมีปัญหาอยู่เนืองๆ ที่คนไม่ทราบเมื่อนำตัวโดราเอมอนไปปะบนผ้านวมหรือกระเป๋าผ้า เนื่องจากเห็นว่าน่ารักดี แต่กลับถูกตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ได้รับมอบอำนาจมาจับเพราะไปละเมิดลิขสิทธิ์เขา และเรียกค่าชดเชยในราคาที่สูงตั้งแต่หลักหมื่นถึงแสน กรณีม้าก้านกล้วยของไทยก็เช่นกัน คนไทยจะคิดเฉพาะค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ แต่หากคิดตัวละครอื่นๆ แล้วก็จะมีราคาสูงขึ้นอีกมาก

 สำหรับกรณีของ Star Wars นี้ นาย Lucas นำตัวละครและอาวุธทั้งหลาย หรือเรียกรวมๆ ว่า ผลิตภัณฑ์ ไปผลิตขายจนมีรายได้สูงขึ้นมากกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เรียกว่ากำไรหลายเท่าตัวจากราคาที่ซื้อมา

ที่จริง Lucas เองก็ขาย Animation ชื่อ Pixar ให้กับ Steve Jobs ในราคาเพียง 5 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่อีก 20 ปีต่อมา บริษัท Disney ต้องซื้อ Pixar มาในราคาถึง 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐ กรณีนี้น่าจะเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ บวกกับความโชคดีมากกว่า เพราะทั้งคู่รู้เรื่องมูลค่าของลิขสิทธิ์ดี

3.เรื่องที่ 3 ที่จะยกตัวอย่างมานี้เป็นเรื่องของสิทธิบัตร ซึ่งการที่บริษัทโกดักต้องประกาศล้มละลายไปเมื่อปี 2012 ย่อมเป็นเรื่องที่โด่งดังพอสมควร และหลายๆ คนทราบดีว่ามาจากการที่ฟิล์มถ่ายรูปขายได้ลดลงๆ ทุกที เพราะคนหันมาใช้วิทยาการสมัยใหม่ ทั้งกล้องดิจิทัล และมือถือกันจนไม่เหลียวแลฟิล์มอีกต่อไป แต่อันที่จริงโกดักผลิตกล้องดิจิทัลครั้งแรกได้ตั้งแต่ปี 1975 เพียงแต่ไม่ยอมวางตลาดเนื่องจากเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อยอดขายฟิล์ม แทนที่โกดักจะนำกล้องดิจิทัลออกวางตลาด และวิจัยพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ โดยทิ้งฟิล์มไป กลับกอดฟิล์มอยู่แล้วเก็บกล้องไว้ การไม่ปรับเปลี่ยนตามเทคโนโลยี ทำให้บริษัทต้องปิดตัวในที่สุด

 เช่นเดียวกับที่บริษัท Western Union ปฏิเสธการซื้อสิทธิบัตรโทรศัพท์เมื่อ ปี 1876 ที่มีผู้นำมาขายให้ในราคา 1 แสนเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าสูงมากในสมัยนั้น แต่ที่ปฏิเสธไม่ใช่เพราะราคา แต่เพราะเห็นว่าเป็นเพียงของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่สามารถทำเงินได้ และต้องสูญเสียโอกาสทำรายได้จำนวนมหาศาล รวมถึงการสูญเสียการเป็นผู้นำในเทคโนโลยีด้านการสื่อสารด้วย

 ผู้เขียนจึงนำมายกตัวอย่างให้เห็นกันพอหอมปากหอมคอ ถึงความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาในแง่ของการที่เจ้าของจะมีโอกาสทำเงินเข้ากระเป๋ากันอย่างมหาศาล

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย