
เปิดอบรม แกนนำเครือข่ายนักเรียนไทยกลุ่มรักนวลสงวนตัว
ระเบียบรัตน์ จับมือกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เปิดอบรม แกนนำเครือข่ายนักเรียนไทยกลุ่มรักนวลสงวนตัว
ระเบียบรัตน์ จับมือกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เปิดอบรม แกนนำเครือข่ายนักเรียนไทยกลุ่มรักนวลสงวนตัว
ที่สมาคมเสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นเป็นสุข นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช นายกสมาคมเสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นและเป็นสุข เปิดเผยว่า สมาคมฯ ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดอบรม “ แกนนำเครือข่ายนักเรียน ไทยกลุ่มรักนวลสงวนตัว ” ที่ตึก สหกรณ์ออมทรัพย์ กรมการปกครอง วังสุนันทา กรุงเทพมหานคร โดยมีนักเรียนชายหญิงระดับมัธยมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 137 คน จาก 14 โรงเรียน เข้ารับการอบรมถึงภัยและผลเสียที่เกิดจากการละเลยไม่รักษาวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของการ “ รักนวลสงวนตัว ”
นางระเบียบรัตน์ กล่าวถึงกรณีที่นางสาวอัจฉรา กิตติพิเชษฐ์สันต์ อายุ 19 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี ก่อเหตุฆ่าหมอดูตาย (นางสาวพรรณจิต กฤษฎี อายุ 62 ปี) โดยอ้างว่า หมอดูบอกให้ไปขายตัวว่า เป็นคดีหมิ่นศักดิ์ศรีของหญิง ขณะก่อเหตุ นางสาวอัจฉราอยู่ระหว่างประกันตัว จากคดีลักทรัพย์ ซึ่งเป็นขนมปัง มูลค่าประมาณ 500 กว่าบาทในร้านกาแฟ ที่มาบุญครองที่ตนเองทำงานอยู่ ส่วนเงินประกันตัวในคดีดังกล่าวนั้น มารดาของนางสาวอัจฉราไปยืมมา จำนวน 25,000 บาท โดยเสียดอกเบี้ยร้อยละ 20 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2553 ได้มอบหมายให้ทนายความประจำสมาคมฯ (นายนาวิน วังคีรี) ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกับผู้ต้องหาที่เรือนจำคลองเปรม รายเอียดการสอบข้อเท็จจริงปรากฏดังนี้
“ผู้ต้องหารู้จักมักคุ้นกับผู้ตายมาประมาณ 2 ปี มักจะไปหาผู้ตายให้ดูหมอบ่อยๆ ในวันเกิดเหตุวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ไปหาผู้ตายเพื่อให้ดูหมอ แต่ผู้ตายบอกให้เสริมดวงชะตาด้วยการลง นะหน้าทองให้ผู้ต้องหาไปล้างตัวข้างบนบ้าน ผู้ต้องหาถามผู้ตายว่า จะทำงานอะไรดีให้ได้เงินเยอะๆ ผู้ตายตอบว่า มึงก็ไปเป็นกระหรี่สิ เป็นอีตัวครั้งสองครั้งมึงก็ได้เงินใช้หนี้แล้ว” นางระเบียบรัตน์ กล่าว
ทำให้ทางผู้ต้องหากับผู้ตายมีปากเสียงทะเลาะกัน ผู้ต้องหาจึงคว้าเอาขวดน้ำผึ้งที่วางอยู่บริเวณนั้นตีหัวผู้ตายไปหนึ่งครั้ง ผู้ตายจึงหันมาตบผู้ต้องหา ผู้ต้องหาจึงตีผู้ตายไปอีก 2 ครั้ง ผู้ตายจึงล้มหัวฝาดบันได ผู้ต้องหาเห็นเลือดผู้ตายออกจำนวนมากก็ตกใจ รีบขึ้นไปข้างบนไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ลงมาข้างล่างเห็นดิ้นเหมือนไก่ที่ถูกเชือดก็ตกใจ จึงเอาเชือกมามัดแขนไว้ แล้วคิดจะหนี แต่ก็ไม่มีเงิน เพราะว่าได้จ่ายค่าดูหมอไปแล้ว 100 บาท ก็เลยไปล้วงเอาเงินออกมาจากกระเป๋าผู้ตายแต่ก็ไม่รู้ว่าเท่าไร กระทั่งโดนจับกุมในที่สุด อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ยินดีจะยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหา โดยมองว่า คดีนี้เป็นคดีหมิ่นศักดิ์ศรีหญิงสำหรับการช่วยเหลือในเบื้องต้นได้มอบเงินไว้ให้ใช้จ่ายจำนวน 2,000 บาท ส่วนในเรื่องคดีความ สมาคมฯ ได้มอบหมายให้ทนายความไปอำนวยความยุติธรรมให้ ส่วนการลงโทษก็แล้วแต่ผลของการสอบสวนและพยานหลักฐาน







