
สิทธิสตรีชนวนร้าวรธน.
การประกาศลาออกของ “ทิชา ณ นคร” ทั้งในตำแหน่งกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การประกาศลาออกของ “ทิชา ณ นคร” ทั้งในตำแหน่งกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กลายเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจขึ้นมาทันที เพราะไม่บ่อยนักที่จะมีคนลาออกจากเก้าอี้ที่มีสิทธิได้เขียนกติกาสูงสุดของประเทศกลางคัน
บทบาทของทิชาต่อการประชุมคณะ กมธ.นัดแรกเมื่อเดือน พ.ย. 2557 จนถึงนัดสุดท้ายที่พัทยาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่ามีเป้าหลักอยู่ที่การนำเสนอความคิดให้ที่ประชุมเล็งเห็นถึงสิทธิอันเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง
สำหรับประเด็นข้อขัดแย้งว่าด้วยการบรรจุความเท่าเทียมกันของชายและหญิงไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีด้วยกัน 3 เรื่องสำคัญ
เรื่องที่ 1 การบัญญัติคำว่า “ชายและหญิงมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน”: แม้หลักการนี้จะเป็นหลักการทั่วไป ซึ่งดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีปัญหา แต่เอาเข้าจริงกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ระหว่างประชุมเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา
สาเหตุของความขัดแย้งมาจาก กมธ.ส่วนหนึ่งต้องการให้ตัดถ้อยคำดังกล่าวออกไป เพราะเห็นว่าในเมื่อฝ่ายเลขานุการคณะ กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงว่าหลักการนี้เป็นหลักการเดิมที่อยู่ในรัฐธรรมนูญของไทยมาหลายฉบับแล้ว แต่ฝ่ายคัดค้านแย้งว่าการใส่ถ้อยคำนั้นไว้จะเป็นหลักการในเรื่องความเท่าเทียมกัน ที่สุดแล้วจะให้มีการใส่ถ้อยคำนั้นไว้ตามเดิม
เรื่องที่ 2 การกำหนดสัดส่วนสตรีในสภาท้องถิ่น : เดิมทีฝ่ายเลขานุการไม่ได้บรรจุเอาไว้ แต่ในการประชุมเมื่อวันที่ 6 ก.พ. มี กมธ.หลายคนเห็นด้วยกับการให้สตรีเข้ามามีบทบาทในสภาท้องถิ่น เพราะเห็นว่าการให้สตรีมีเก้าอี้ในสภาจะช่วยให้การพัฒนาด้านสาธารณูปการอย่างศิลปวัฒนธรรม ผู้สูงอายุ มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากเดิมที่ผู้บริหารที่เป็นผู้ชายจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคมากกว่า
แม้ในเชิงหลักการจะได้รับการสนับสนุน แต่พอลงรายละเอียดเรื่องการให้มีสัดส่วน 1 ใน 3 ในตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น กลับมีเสียงท้วงติงอย่างหนักจาก กมธ.หลายคน ฝ่ายคัดค้านมองว่าอาจขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่ประชาชนควรมีสิทธิเลือกใครก็ได้ตามความเหมาะสม
วิวาทะนี้ไม่สามารถหาข้อตกลงได้ จนต้องแขวนเรื่องนี้เอาไว้ก่อน
เรื่องที่ 3 สัดส่วนสตรีในบัญชีรายชื่อการหยั่งเสียงหาผู้สมัคร สส. : ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกมีแค่เพียงการกำหนดให้การพิจารณาส่งผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมืองต้องมีการหยั่งเสียงประชาชนหรือสมาชิกพรรคการเมืองเท่านั้น
ต่อมา มีการอ้างถึงแนวคิดขององค์กรระหว่างประเทศที่ต้องการให้มีสัดส่วนของสตรีในตำแหน่งทางการเมือง จึงนำมาสู่การเสนอให้มีถ้อยคำในรัฐธรรมนูญว่า “การหยั่งเสียงหาผู้สมัคร สส.ต้องมีเงื่อนไขว่าในกรณีที่บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดมีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเพศใดมากกว่าอีกเพศหนึ่งแล้ว อย่างน้อยในบัญชีรายชื่อนั้นต้องมีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นเพศตรงข้ามกับเพศนั้นไม่น้อยกว่า 1 ใน 3”
ประเด็นนี้กลายเป็นเผือกร้อนถึงร้อนที่สุดของการประชุมที่พัทยา ถึงขั้นที่ กมธ.บางคนเดินออกจากห้อง เพราะไม่พอใจที่มี กมธ.ผู้ชายบางรายที่ไม่เห็นด้วยพูดในทำนองประชดประชันว่า ถ้าจะกำหนดเช่นนี้ ก็ควรไปกำหนดสัดส่วนสตรีอย่างละครึ่งในทุกองค์กร จากนั้นที่ประชุมจึงชะลอการพิจารณาเรื่องนี้ออกไปก่อนแบบไม่มีกำหนด
อาจเรียกได้ว่าเรื่องสิทธิสตรีไม่ต่างอะไรกับคลื่นลูกใหญ่ที่โถมเข้าใส่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะคนกลางที่ต้องแบกรับความกดดันจากทุกฝ่าย แม้ความขัดแย้งจากเรื่องนี้จะไม่ส่งผลต่อภาพรวมของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ แต่คงทำให้การจบภารกิจเขียนกติกาสูงสุดของประเทศไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นัก







