
ตอใหญ๋เขตเดียวคนเดียว ด่านพิสูจน์เกมแก้รธน.
8...ทีมข่าวการเมือง
บรรยากาศบ้านเมืองหลังผ่านเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต กลับเข้าสู่การกระชับอำนาจของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
คณะกรรมการชุดต่างๆ ผุดขึ้นเพื่อเดินหน้าสู่กระบวนการปรองดองตามลายแทงรัฐบาล
ไม่ว่าคณะกรรมการสางเหตุการณ์ชุมนุมที่มี คณิต ณ นคร เป็นประธาน คณะกรรมการปฏิรูปประเทศนำโดย อานันท์ ปันยารชุน คณะกรรมการปฏิรูปสื่อมี ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ เป็นประธาน และคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญมี สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นั่งหัวโต๊ะ
แต่ผลโพลระบุว่า แม้สังคมจะเห็นเค้าลางรายชื่อคณะกรรมการออกมา แต่ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่าแผนปฏิรูปฟื้นฟูประเทศไทยจะสำเร็จ
โดยเฉพาะจากฝ่ายคู่กรณีเสื้อแดงที่ออกมาวิพากษ์ยับว่านี่เป็นเกมซื้อเวลาของรัฐบาล ทั้งที่รัฐบาลชุดนี้หมดความชอบธรรมไปนาน และตกอยู่ในภาวะหลังพิงฝา โชกเลือดไปด้วยศพ ที่หลายฝ่ายทวงถามความรับผิดชอบ แต่พลันที่มีการตั้งคณะกรรมการจึงเป็นตัวช่วยอย่างดี จากตัวละครทางการเมืองมากมาย เสมือนเป็นการต่อแขนขาให้กับรัฐบาล
นี่จึงเป็นงานหนักของนายกฯ อภิสิทธิ์ที่ต้องเร่งสร้างให้เกิดความเชื่อมั่นให้ได้ว่าจะเกิดการปฏิรูปและปรองดองจริง ไม่ใช่ตั้งขึ้นมา
“ปฏิลูบ” หรือสรุปแบบฝึกหัดปัญหาประเทศไทยให้รัฐบาลหน้าพิจารณาเป็นวงจรอุบาทว์ไปเรื่อยๆคณะกรรมการชุดหนึ่งที่น่าจะมีผลสรุปออกมาได้ก่อนใคร คือ คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เดินหน้าประชุมนัดแรกที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกฯ อภิสิทธิ์นั่งหัวโต๊ะเคาะแนวทาง
“
สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” แถลงว่า นายกฯ ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาทำงาน แต่คณะกรรมการอยากสรุปผลให้รัฐบาลในเดือน ต.ค. หรืออีก 4 เดือนจากนี้ตามขั้นตอนคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประกอบด้วยนักวิชาการล้วนๆ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ รวม 20 คน จะปัดฝุ่นประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่
“คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ชุดที่มี ดิเรก ถึงฝั่ง เป็นประธาน เสนอมา 6 ประเด็น6 ประเด็นดังกล่าวประกอบด้วย
1.แก้ไขที่มาระบบเลือกตั้งจากเขตใหญ่ ปัจจุบันเป็นเขตเล็กแบบเขตเดียวคนเดียว2.แก้ไขที่มา สว.ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่ใช่
“สรรหาเลือกตั้ง”3.
แก้ไขเรื่องการทำสนธิสัญญา ข้อตกลงกับต่างประเทศ จากเดิมที่รัฐบาลต้องนำมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เป็นไม่ต้องขอความเห็นชอบ เพราะทำให้เกิดความล่าช้า 4.ยกเลิกโทษการยุบพรรคการเมือง ในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และยกเลิกโทษการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรค5.ประเด็นการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ สส.ที่สามารถเป็นเลขาหรือที่ปรึกษารัฐมนตรีได้ โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อตอบสนองการแก้ปัญหาประชาชน 6.สส. และ สว. สามารถแต่งตั้ง โยกย้าย แทรกแซงเจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจได้โดยอ้างเหตุเข้าไปแก้ปัญหาของประชาชนผ่านส่วนราชการ
ความจริงแล้วผลสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง เพราะกลั่นมาจากฝ่ายนักการเมือง รัฐบาล ฝ่ายค้าน สว. นักวิชาการ
แต่ที่ไม่สามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญในขั้นตอนสุดท้ายได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์คัดค้านการแก้ไขประเด็นเขตเดียวคนเดียว แม้ระหว่างทางพรรคเพื่อไทยจะลาออกจากบัญชาทักษิณที่เห็นว่าอยู่ไปก็จะร่วมขบวนการสร้างความชอบธรรมซื้อเวลาให้นายกฯ อภิสิทธิ์
ประเด็นเขตเดียวคนเดียวทำให้ขั้วรัฐบาลแตกคอ เพราะกลัวว่าหากเปลี่ยนกติกาเลือกตั้งเมื่อไรจะทำให้พรรคตนเองเสียประโยชน์ ที่นั่งในสภาขาดหาย กระทบต่อ
“อำนาจต่อรอง” หลังเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์คุ้นกับเขตใหญ่ ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องสู้กับกระแสทักษิณในภาคเหนือ อีสาน กลาง ขอเปลี่ยนเขตเล็กที่เชื่อว่าจะซดกับพรรคเพื่อไทยได้สนุก
กระทั่งจนถึงวันนี้ บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ก็ยืนกรานต้องแก้รัฐธรรมนูญเขตเดียวคนเดียวให้ได้ ไม่ว่าวิกฤตประเทศจะหนักหนาแค่ไหน
“บิ๊กเติ้ง” ก็ให้คำตอบทางออกจากความขัดแย้งหรือปัญหาเศรษฐกิจมีอย่างเดียวคือ การแก้รัฐธรรมนูญ “เขตเดียวคนเดียว” !?!!!“
เขตเดียวคนเดียว” จึงเหมือนก้อนกรวดในรองเท้าอภิสิทธิ์ที่ถูกพรรคร่วมรัฐบาลทวงถามสัญญาใจตลอดมา จนหลายครั้งได้สร้างความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้กลายเป็น
“ยาหม้อใหญ่” ของนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่เป็นเหมือนฟุตบอลเคาะชิ่งเขี่ยบอลไปมาระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ชงให้นายกฯ อภิสิทธิ์เตะลูกโทษก็ไม่ยอมเตะ กลับส่งบอลมากลางสนามอีกรอบพรรคประชาธิปัตย์รู้ว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญเมื่อไรก็จะมีปัญหาเรื่อง
“เขตเดียวคนเดียว” วุ่นวายไม่รู้จบ นอกจากพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นฝ่ายเปลี่ยนใจยอมพรรคร่วมแว่วว่าช่วงหลังพรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนยุทธวิธีกลับมาทบทวน และยอมตามพรรคร่วมให้แก้เป็นเขตเล็ก เพราะรู้ว่าไม่สามารถทาน
“กระแสศพ” ที่มาแรงแซงโค้งราชประสงค์ได้ จึงจำต้องมอบอาวุธเครื่องมือที่ขุนพลพรรคร่วมต้องการเพื่อไปสู้ศึกพรรคเพื่อไทยแทนปัญหาคือจะแก้ได้หรือไม่!!
อุปสรรคแรกในเกมที่กลับมานับหนึ่งใหม่จึงอยู่ที่คณะกรรมการชุด
“สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” แม้จะต่อยอดจากข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ แต่คณะกรรมการภาควิชาการ 20 คนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เคยประกาศท่าทีว่า ไม่เอาด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ตอบโจทย์สนองประโยชน์นักการเมืองโดยเฉพาะประเด็น
“เขตเดียวคนเดียว” เป็นเรื่องของนักการเมืองล้วนๆ ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างความสมานฉันท์หรือปฏิรูปประเทศไทยแม้แต่น้อยหากคณะกรรมการยืนอย่างที่เคยพูด และผลสรุปออกมาไม่มีเรื่อง
“เขตเดียวคนเดียว” ก็เชื่อว่าปมความขัดแย้งสาละวนเหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ไม่รู้จบการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อต้องตอบโจทย์ประชาชน แต่เมื่อฝ่ายการเมืองตกผลึกจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเขตเดียวคนเดียวอย่างนี้ ขณะที่จุดยืนของนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็เคยประกาศไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่าเป็นเรื่องของนักการเมือง จึงเชื่อว่าการจะรอมชอมกับฝ่ายการเมืองที่ 67 พรรครัฐบาลจะกลับมาผนึกกำลังหนุนเขตเดียวคนเดียว ทางออกของคณะกรรมการก็จะกลับเข้าสูตรเดิม คือ ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องใช้เวลาและงบประมาณอีก
จึงไม่แน่ใจว่าในอายุรัฐบาลนี้จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่
ถ้าที่สุดไม่ได้แก้ ก็ต้องยกให้เป็นกลวิธีศึกษาในการซื้อเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะรัฐบาลนี้มีทั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ และคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมสองชุดก็ยังแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ทั้งที่นายกฯ อภิสิทธิ์ มีท่าทีขึงขังประกาศจะแก้ให้ได้...







