
เอ็นจีโอจี้ไทยแก้ปัญหาแรงงานทาสประมง
สตีฟ เทรนต์ ผู้อำนวยการบริหารของมูลนิธิความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (อีเจเอฟ) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในอังกฤษ แสดงความเห็นค่อนข้างรุนแรงผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ส เกี่ยวกับปัญหาแรงงานทาสในอุตสาหกรรมประมงไทย ว่า “ผู้ผลิตและผู้บริโภคอาหารทะเลของไทย มีส่วนร่วมในอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดข้อหนึ่งในทางสังคมและทางนิเวศวิทยา แห่งศตวรรษที่ 21”
สตีฟ เทรนต์ ผู้อำนวยการบริหารของมูลนิธิความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (อีเจเอฟ) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในอังกฤษ แสดงความเห็นค่อนข้างรุนแรงผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ส เกี่ยวกับปัญหาแรงงานทาสในอุตสาหกรรมประมงไทย ว่า “ผู้ผลิตและผู้บริโภคอาหารทะเลของไทย มีส่วนร่วมในอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดข้อหนึ่งในทางสังคมและทางนิเวศวิทยา แห่งศตวรรษที่ 21”
ทั้งนี้ สิ่งที่อีเจเอฟวิตกที่สุดก็คือ ปัญหาแรงงานทาสยุคใหม่ หรือแรงงานที่ไม่เต็มใจซึ่งถูกบังคับให้มาทำงานบนเรือ เนื่องจากจำนวนคนงานหาปลาน้อยลง สวนทางกับต้นทุนค่าใช้จ่ายในการออกเรือหาปลาที่กลับเพิ่มสูงขึ้น และจำนวนปลาที่จับได้ก็มีปริมาณลดลง อันเป็นผลมาจากการโหมจับปลามากเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า น่านน้ำไทยเป็นหนึ่งในน่านน้ำที่มีอัตราการจับปลาเกินขนาดมากที่สุดของโลก ทั้งๆ ที่ปัจจุบันไทยจับปลาเพียงแค่ 14% จากที่เคยจับในช่วงกลางทศวรรษ 1960 เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เรือประมงของไทยล่วงล้ำเข้าไปในเขตน่านน้ำอื่น เพื่อไป “ลักลอบ” จับปลาจากประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้อำนวยการอีเจเอฟมีความเห็นว่า การจับปลามากเกินขนาด การจับปลาในเขตน่านน้ำประเทศอื่น และแรงงานทาส เป็น 3 ประเด็นปัญหาในประเทศไทย ที่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง
“ปัญหาระบบนิเวศและแรงงานทาส ส่งเสริมกันและกันเป็นวงจรอุบาทว์” เทรนด์กล่าวสรุป
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ไม่ถึง 1 เดือน อีเจเอฟเพิ่งจะกล่าวไปในแถลงการณ์ว่า ไทยล้มเหลวในการใช้กฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์ และการกำจัดข้าราชการคอร์รัปชั่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอาชญากรรมดังกล่าว รวมถึงไม่สามารถระบุตัวเหยื่อการค้ามนุษย์และแรงงานทาสบนเรือประมงได้ แม้จะมีการดำเนินการจัดส่งเรือออกไปตรวจตราลาดตระเวนในพื้นที่น่านน้ำแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกัน รายงานยังระบุอีกว่า สาเหตุความล้มเหลวของไทยอีกส่วนหนึ่งมาจากการที่เจ้าหน้าที่ทางการของไทยมีอำนาจน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลย ในการลงมือดำเนินการควบคุมเรือหาปลาที่ใช้วิธีการที่ทำลายสิ่งแวดล้อมในการจับปลา เช่น จับปลาโดยไม่ละเว้นลูกปลา ทั้งๆ ที่เรือดังกล่าวมีธงชาติไทยปัก
ชื่อเสียงในแง่ลบของอุตสาหกรรมการประมงไทย ไม่เพียงส่งผลเสียหายที่ทำลายหน้าตาภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างเดียวเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นยังส่งผลต่อปัจจัยด้านธุรกิจ เห็นได้จากความเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นตลาดปลาของไทยตกต่ำลง ซึี่งเป็นปัจจัยคุกคามเศรษฐกิจประเทศ เมื่อไทยรั้งตำแหน่งประเทศที่ส่งออกปลามากเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมีมูลค่าการส่งออก 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.26 แสนล้านบาท) ในปี 2013







