
นรกแตก สวรรค์แยก
ข่าวที่ร้อนแรงสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนที่สุด ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาและจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
ข่าวที่ร้อนแรงสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนที่สุด ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาและจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ คือข่าวการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2558 ที่พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธัมมจารี) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กรรมการและโฆษกของ มส.ออกมาแถลงผลการประชุมที่มี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน มีมติ “รับทราบ” ที่ฝ่ายเลขานุการชี้แจงกรณีธัมมชโย โดยพระพรหมเมธีสรุปว่า ธัมมชโยไม่ได้ละเมิดพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อปี 2542 และไม่มีเจตนาฉ้อโกงเพราะทยอยคืนทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่วัดพระธรรมกายแล้ว อีกทั้งคนฟ้องก็ได้ถอนฟ้องอัยการถอนฟ้องถือว่าธัมมชโยพ้นมลทิน
พอผลประกาศออกมาเท่านั้น ชาวพุทธทั้งหลายที่คอยเฝ้าฟังผลการประชุมว่าธัมมชโยจะปาราชิกหรือไม่ก็ฮือกันใหญ่ แม้เป็นการรับทราบเพื่อลดกระแสต่อต้าน แต่ก็เท่ากับรับรองพฤติกรรมของธัมมชโย ซึ่งเป็นการตัดสินที่ค้านสายตาคนดูเหมือนกับ “เตี๊ยม” กันมาก่อน โดยผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งเป็นเลขานุการที่ประชุม ได้ “ชง” เรื่องที่เตรียมไว้ให้ทราบ เมื่อทราบก็เหมือนเป็นมติที่ประชุมว่า ธัมมชโยไม่ปาราชิกเท่ากับที่ประชุมมหาเถรฯ “ฟอก” ตัวให้กับธัมมชโยโดยปริยาย
มีข่าวว่าทั้งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ พศ. ต่างก็เป็นลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ดังนั้นจึงไม่แปลกใจหากผลจะออกมาเช่นนี้ คนก็มองไปว่า มส.ช่วยเหลือธัมมชโย เพราะ “ต้องมนต์เงินตราและของกำนัล” กระแสสังคมโหมกระแทกใส่ มส.อย่างไม่ยั้ง ในขณะที่คำแถลงบอกว่าเป็นการ “รับทราบ” แต่สื่อไปขุดคุ้ยตีแผ่ว่าเป็นการพิจารณา จนทำให้ชาวบ้านสับสนมีการเปิดโปงว่าใครบ้างที่เห็นว่าธัมมชโยไม่ปาราชิก มหาเถรรูปไหนไม่ได้เข้าประชุมแต่มีเสียงลงคะแนนได้อย่างไร
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มส.สายมหานิกายโดยเฉพาะ “สมเด็จช่วง” วัดปากน้ำ ถูกกระหน่ำโจมตีจากประชาชนและสื่อต่างๆ จนแทบจะ “เละเป็นโจ๊ก” มีคำถามหลายข้อที่สมเด็จช่วงต้องตอบสังคม เช่น รับเงินถวายจากธัมมชโยครั้งละ 5 ล้านบาท ธัมมชโยถวายรถเมอร์เซเดส-เบนซ์คูเป้และบริจาคเงิน 100 ล้านบาท สร้างมหาเจดีย์ ฯลฯ จริงหรือไม่ เป็นคำถามหรือคำกล่าวหาที่ปฏิเสธยากเสียด้วย รวมทั้งเปิดโปงสิ่งที่สมเด็จวัดปากน้ำชอบ “สะสม” โดยเฉพาะรถโบราณรุ่นต่างๆ
หลายคนตั้งคำถามว่า“เละแบบนี้แล้วจะเป็นสมเด็จพระสังฆราชได้อย่างไร”
พระสายมหานิกายพยายามออกข่าวว่านี่เป็นขบวนการต่อต้านไม่ให้สมเด็จช่วงเป็นสังฆราช แต่การที่พระรูปใดจะได้เป็นหรือไม่ ย่อมอยู่ที่ “กรรม” หรือการกระทำของตัวเอง ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น และขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของพระรูปนั้น หากเป็นพระดีมีคุณสมบัติครบก็ไม่มีใครไปขัดขวางได้
แม้ผู้อำนวยการ พศ.ออกมาอ้างทีหลังเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ว่าเป็นเพียงการรับทราบเท่านั้น แต่ย้อนไปดูวันที่พระพรหมเมธีแถลงก็ไม่มีอะไรแตกต่าง นั่นคือธัมมชโยไม่ปาราชิกซึ่งค้านสายตาของคนดูและผู้รู้ทั้งหลาย
หากมีใครมาบอกว่าวิจารณ์พระเถระชั้นผู้ใหญ่เช่นนี้เป็นบาป แต่เวลานี้คนไทยไม่กลัวบาปกันแล้ว สื่อมวลชนต่างๆ วิจารณ์ มส.ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างครึกโครม พุทธศาสนิกชนคนไทยถือว่าพระพุทธเจ้าทรงฝากให้พวกเราซึ่งเป็นอุบาสก อุบาสิกา ร่วมกับภิกษุ ภิกษุณี ช่วยกันดูแล ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป เราก็ต้องทำหน้าที่นี้
พระพุทธองค์ได้บัญญัติให้พระสามารถ “คว่ำบาตร” พุทธศาสนิกชนที่ทำตัวไม่ดีได้เป็นการลงโทษทางสังคม ไม่คบค้าสมาคมด้วย ไม่รับอาหารที่นำมาใส่บาตร ไม่รับนิมนต์ ฯลฯ เพื่อเตือนสติให้สำนึกผิดและกลับตัวเป็นคนดี เมื่อคนผู้นั้นกลับตัวเป็นคนดี พระก็ “หงายบาตร” รับอาหาร รับกิจนิมนต์อย่างเดิมได้ พุทธศาสนิกชนไทยเห็นว่า เมื่อพระคว่ำบาตรพวกเราชาวพุทธได้ พวกเราก็สามารถคว่ำบาตรไม่สังฆกรรมกับพระทุศีลเพราะหากพระไม่มีศีล ก็ไม่สมควรที่ชาวบ้านจะไปสังฆกรรมด้วย ถ้าพระรักษาศีล 227 ข้อไม่ได้ก็ไม่ควรอยู่เป็นพระ เพราะไม่มีใครไปบังคับให้บวช เมื่อตัดสินใจบวชก็ต้องรักษาศีล พระมีหน้าที่หลักคือ “ศึกษา (พระธรรมวินัย) สั่งสอน (ประชาชน) และไม่สะสม (ทรัพย์สินเงินทอง)”
พระทั้งหลายตั้งแต่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ลงมาจนถึงพระธรรมดาต้องตระหนักว่า เวลานี้สังคมได้เปลี่ยนไปมาก คนไม่ได้เชื่ออย่างงมงายในสิ่งที่พระพูด หรือเห็นแก่ “ผ้าเหลือง” แต่จะดูว่าศิษย์ตถาคตรูปไหนที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หากปฏิบัติไม่ดีแม้ไม่ผิดศีล แต่โลกติเตียน ก็อาจถูกชาวพุทธ “คว่ำบาตร” ได้ เวลานี้พุทธศาสนิกชน “รู้เท่าทัน” พฤติกรรมของพระกันแล้วและพยายามขจัด “อลัชชี” ออกจากวงการสงฆ์ไทย
มีคนโล้นห่มเหลืองกลุ่มหนึ่งที่หากินบนความศรัทธาของประชาชน หลอกคนว่าหากให้น้อยได้บุญน้อย ให้มากได้บุญมาก ยิ่งกู้เขามาบริจาคยิ่งได้บุญมากเข้าไปอีก ถ้าไม่รู้จะไปกู้ที่ไหน วัดมีเงินให้กู้แต่ต้องบริจาคเป็นล้านบาทขึ้นไป แล้วค่อยผ่อนใช้ทีหลัง ยิ่งไปโกงเขามาบริจาคให้วัดยิ่งได้บุญมากที่สุด เช่น กรณีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น พระรูปใดรับของโจรเมื่อตายไปย่อมตกนรกอเวจี แต่ก่อนตายอาจติดคุกก่อน เรื่องพฤติการณ์ของธัมมชโย พูดกันสามวันสามคืนไม่จบ เพราะทำสิ่งที่ “ไม่น่าเชื่อ” ได้อย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง โดยใช้ “การตลาด” หลอกกวาดเงินไปเกลี้ยง คนอยู่ห่าง “หลงใหล” คนอยู่ใกล้ “ถอนตัว”
ไม่น่าเชื่อว่าคนห่มเหลืองคนหนึ่งก่อให้เกิด “อาเพศ” ทางศาสนาได้ ทำให้สงฆ์แตกแยกกัน ทำให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยแตกแยกกันได้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในวงการสงฆ์ เอาศาสนาไปรับใช้การเมือง ขณะที่มีฆราวาสคนหนึ่งที่สามารถทำให้คนไทยแตกแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่ายได้ไม่แพ้กัน ฝ่ายหนึ่งพยายามยึดครองศาสนจักร อีกฝ่ายพยายามยึดอาณาจักร แล้วเอามารวมกันเพื่อครองราชอาณาจักรไทย
เวลานี้ยมบาลกับสวรรค์กำลังเกี่ยงกัน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับหากสองคนนี้ตายไปแล้วว่าจะให้อยู่ที่ใด เพราะกลัวว่าจะไปทำให้ “นรกแตก สวรรค์แยก”







