
กำหนดนโยบายตามความขัดแย้ง
จากการสร้างกระแสอย่างหนักหน่วงในสื่อสังคมออนไลน์ บัดนี้การ “ทวงคืน” พลังงานได้ขึ้นหน้าหนึ่งในสื่อมวลชนหลักแล้ว
โดย...anik amranand
จากการสร้างกระแสอย่างหนักหน่วงในสื่อสังคมออนไลน์ บัดนี้การ “ทวงคืน” พลังงานได้ขึ้นหน้าหนึ่งในสื่อมวลชนหลักแล้ว ทั้งสามารถทำให้รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารต้องยอมปรับนโยบายตามใจพวกตน นับเป็นปรากฏการณ์ที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางประเทศไทยทีเดียว
มองในแง่ดี ภาคประชาสังคมเข้มแข็งมากแต่จะมีกำลังภายในหนุนหลังหรือไม่ มิอาจตอบได้ รัฐบาลที่ถูกหาว่าเผด็จการกดขี่ได้แสดงสปิริตประชาธิปไตยในการฟังและสนองต่อความเห็นต่างอย่างจริงจัง ถึงขนาดยอมถอยฉากเรื่องการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมถึง 4 ครั้ง
ครั้งที่ 1-4 ก.พ. จากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 แม้รัฐบาลออกมายืนยันว่าจำเป็นต้องเดินหน้า แต่ก็ได้แก้ประกาศโดยเพิ่มเงื่อนไขว่ารัฐบาลในอนาคตอาจจะเปลี่ยนมาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) ก็ได้ ทั้งที่ไม่สามารถพิสูจน์ว่าดีกว่าสัมปทาน แต่ได้พิสูจน์ว่านายกรัฐมนตรีมิได้ “ตระบัดสัตย์” ตามที่ด่ากัน
ครั้งที่ 2-16 ก.พ. เมื่อภาคประชาสังคมสามารถขยายแนวร่วมในการเซ็นหนังสือคัดค้านการเปิดสัมปทาน รัฐบาลก็เลื่อนกำหนดการประมูลจาก 18 ก.พ. เป็น 16 มี.ค. เพื่อให้มีการ “ดีเบต” ในวันที่ 20 ก.พ. ถ่ายทอดสดทั่วประเทศ ให้เวลาสองฝ่ายเท่ากัน โดยความจริงฝ่ายค้านได้มากกว่าเพราะอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์กล่าวนำถึง 15 นาที
เป็นการดีเบตที่ให้ความรู้ความเข้าใจกับคนตรงกลางได้มาก แต่วาทะของฝ่ายค้านเหนือชั้นกว่าฝ่ายรัฐ
แม้จะต้องสรุปก่อนฝ่ายค้านก็ตอกย้ำบนเวทีว่า รัฐได้ยอมรับว่ามีข้อบกพร่องแล้วทำไมจึงไม่แก้กฎหมายก่อน ทั้งๆ ที่ฝ่ายรัฐสามารถชี้แจงได้หมด และในการสรุปฝ่ายรัฐก็ได้ปฏิเสธการยอมรับดังกล่าว แต่ไม่ได้เน้นพอ
ที่สำคัญ ฝ่ายรัฐไม่ได้ใช้สิทธิประท้วงเมื่อฝ่ายค้านสรุปผิดๆ ทำนองเดียวกับการอภิปรายของ สปช.ที่มีการพูดเป็นนัยตลอดว่าระบบสัมปทานเป็นการฉ้อฉล แต่ไม่มีการประท้วง ทำให้คนฟังฝังใจกับประเด็นเหล่านั้นไปแล้ว ซึ่งแม้จะได้ฟังการชี้แจงภายหลังก็จะไม่เชื่อ ดูเหมือนรัฐบาลต้องการฉันทามติ ซึ่งดีเบตสร้างไม่ได้
ครั้งที่ 3-20 ก.พ. รัฐบาลประกาศจะตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อปรับปรุงกฎหมายก่อนเปิดประมูลวันที่ 16 มี.ค. แทบจะวันรุ่งขึ้น ฝ่ายค้านก็เพิ่มเงื่อนไขและขู่ว่าอาจจะไม่ร่วมด้วย ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะการเดินเกมตลอดมาบ่งชี้ว่าว่าเขาต้องการเอาชนะอย่างเดียว
ทุกครั้งที่รัฐบาลถอย แทนที่จะได้ฐานสนับสนุนจากคนตรงกลางเพิ่มอย่างที่คาดหวัง แต่กลับถูกดันไปใกล้ปากเหวมากขึ้น เพราะฝ่ายค้านนำประเด็นการถอยมาดิสเครดิตจุดยืนที่เหลือของรัฐบาล
ตรงนี้จึงนำไปสู่ข้อห่วงใยว่าปรากฏการณ์นี้อาจนำพาประเทศไปในทิศทางที่เสียหาย
หากรัฐบาลจะต้องยอมเปลี่ยนเป็นระบบ PSC ซึ่งมีความเสี่ยงต่อคอร์รัปชั่นมากเทียบกับระบบสัมปทานออกแบบมาอย่างโปร่งใส...เพียงแต่ถูกตีตราตรงกันข้าม ด้วยการปลุกระดมด้วยข้อมูลบิดเบือนและ Hate Speech ที่แพร่หลายมาเป็นปีๆ โดยฝ่ายรัฐพลาดมากๆ ที่ไม่ได้ต่อสู้ชี้แจงตั้งแต่เขาเริ่มจุด จนเป็นไฟลามทุ่งที่ดับยาก
หากเป็นเช่นนั้น บทบาทภาคประชาสังคมในการกำกับนโยบายรัฐคงจะไปไกลเกินแล้ว เพราะไม่ได้เป็นพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนส่วนใหญ่ที่มีความชอบธรรมในการกำหนดนโยบาย (Legitimacy) และยังขาดความรับผิดชอบ (Accountability) ต่อผลกระทบของสิ่งที่ตนผลักดัน
ต่างจากนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง เช่น จำนำข้าว ที่เสียงส่วนใหญ่สนับสนุน ก็ชอบธรรมที่จะทำไป ทำแล้วเกิดการทุจริตหรือมีผลเสียหาย ทั้งประเทศก็ร่วมรับกรรมเหมือนกัน แต่ผู้ผลักดันนโยบายยังจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายด้วย
ประชานิยม-ชาตินิยมแบบสุดโต่งอาจนำไปสู่สภาวะเศรษฐกิจล้มเหลวอย่างประเทศเวเนซุเอลา ที่ประชาชนทุกหย่อมหญ้าต้องเดือดร้อน เข้าคิวซื้ออาหาร น้ำมัน ยาเวชภัณฑ์ และแม้กระทั่งกระดาษชำระ ประท้วงในท้องถนนตายกว่า 40 รายก็ไม่เปลี่ยนอะไร
เบาหน่อยก็อย่างอินโดนีเซียที่ได้ลดการอุดหนุนน้ำมัน ซึ่งช่วยคนมีฐานะมากกว่าคนจนหลายเท่า แล้วนำเงินนั้นมาเพิ่มสวัสดิการโดยตรงให้คนจน ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และอาจจะเปลี่ยนจากระบบ PSC เป็นระบบสัมปทาน หรือ Tax & Royalty
ครั้งที่ 4-23 ก.พ. รัฐบาลประกาศเลื่อนการประมูลไปอีก 3 เดือน เพื่อให้มีการแก้กฎหมาย และส่อเค้าว่าจะถอยอีก
อาจมองว่าพลังงานเป็นปัญหาเล็กเทียบกับความขัดแย้งอื่นๆ ที่จะต้องบริหาร ไม่ว่าราคายางหรือการแบ่งขั้วทางการเมือง แต่การยอมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย นอกจาก “โดมิโน” ล้มนโยบายพลังงานอื่นๆ แล้ว อาจลามไปถึงนโยบายสาธารณะด้านอื่นไหม รัฐให้อำนาจกับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าภาคประชาชนมากไปแล้วหรือไม่? วันหน้ารัฐบาลจากการเลือกตั้งจะเอาอยู่หรือ?
การปฏิรูปในช่วงนี้จึงควรรวมถึงการสร้างธรรมาภิบาลในภาคประชาสังคมด้วย เพราะหากมีความโปร่งใสและจริยธรรม (Transparency & Integrity) อย่างที่เขาเรียกร้องจากภาคส่วนอื่น ความชอบธรรมย่อมมีมากขึ้น อาจเป็นโครงสร้างถ่วงดุลที่ดีพอโดยไม่ต้องมีพรรคการเมืองไม่ต้องเลือกตั้งก็ได้?!!
การที่รัฐบาลนี้จากรัฐประหารยอมจำนนต่อกลุ่มประชาสังคมไม่ได้ช่วยเพิ่มความชอบธรรมแต่อย่างใด แต่กลับเป็นการเสียโอกาสที่จะปฏิรูปการบริหารพลังงาน ซึ่งจะมักทำได้ยากภายใต้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง







