
เปิด 4 ประเด็นคดียึดทรัพย์ อดีตนายกฯก่อนซื้อไทยคมคืน
การหารือแนวทางการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมจากกองทุนเทมาเซกนั้น นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า 4 ประเด็นในเรื่องของคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้นจะมีการพิจารณาดังนี้
ประเด็นที่ 1 เรื่องการแก้สัญญาสัมปทาน บริษัท ไทยคม ที่ได้มีการอนุมัติโดยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป) สามารถลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท ไทยคม จาก 51% ลงมา 42% ได้ ซึ่งทางศาลได้มีคำพิพากษาชัดเจนว่าเป็นการแก้สัมปทานที่เอื้อประโยชน์ให้ทางชินคอร์ป ซึ่งทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ต้องนำไปพิจารณาว่าด้วยคณะกรรมการตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุนต่อไปว่าจะมีผลในการที่จะดำเนินการต่อไป รวมถึงการแก้ไขให้ถูกต้องตามสัมปทานเดิมอย่างไรหรือไม่
ประเด็นที่ 2 เรื่องสินไหมชดเชย 6 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ทางบริษัท ไทยคม ได้รับ แต่ไม่ได้นำเข้าคลังตามสัญญาสัมปทาน แต่ได้นำสินไหมชดเชยที่ได้รับไปใช้ในการซื้อหรือเช่าดาวเทียมโดยพลการ เป็นเรื่องที่ไอซีทีต้องแสดงความคิดเห็นให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องอย่างไร
ประเด็นที่ 3 เรื่องดาวเทียมไอพีสตาร์ ไม่เป็นการดำเนินการตามสัมปทาน คือเป็นดาวเทียมนอกระบบ เป็นคำถามต่อไอซีทีว่าหากเป็นเช่นนี้จะดำเนินการต่ออย่างไร เพราะบริษัท ไทยคม ไม่มีสิทธิที่จะดำเนินการยิงดาวเทียมไอพีสตาร์แต่แรก ก็เป็นประเด็นที่ต้องมีคำตอบให้กระทรวงการคลังก่อนที่เราจะตัดสินใจได้ว่ามีความจำเป็นต้องซื้อหรือไม่ หากซื้อต้องรวมมูลค่าของไอพีสตาร์หรือไม่ และทั้งหมดจะมีผลต่อราคาของธุรกิจดาวเทียมที่อยู่ภายใต้ไทยคมอย่างไร
ประเด็นที่ 4 เรื่องไทยคม 5 ซึ่งกระทรวงการคลังมีข้อสังเกตเบื้องต้นไปยังไอซีทีให้ตรวจสอบเพิ่มเติมว่า เป็นการยิงดาวเทียมที่ถูกต้องตามสัญญาสัมปทานหรือไม่
“
ทั้ง 4 ประเด็นเป็นประเด็นทางกฎหมายที่ต้องมีความชัดเจนก่อนที่เราจะตัดสินใจได้ว่ามีแนวทางในการเดินหน้าเรื่องนี้อย่างไร โดยจะสรุปมาให้เราเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ไอซีที แต่ไอซีทีพูดมาว่าในบางเรื่องก็ให้คำตอบได้ภายใน 21 วัน นับจากวันที่ 14 มิ.ย.นี้ หากมีความชัดเจนว่าประเด็นทางกฎหมายเหล่านี้มีผลทางกฎหมายอย่างไร ถึงจะนำเสนอให้นายกฯ พิจารณา” นายกรณ์ กล่าวนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที กล่าวว่า สำหรับเรื่องปัญหาสัญญาสัมปทานดาวเทียวไทยคม เวลานี้อยู่ระหว่างการทำสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมทั้งคำตอบที่ชัดเจนทุกเรื่องว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไรตามคำพิพากษาของศาลที่ระบุว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องทำให้รัฐเสียประโยชน์ โดยจะต้องส่งให้ไอซีทีภายใน 21 วัน นับจากวันที่ 14 มิ.ย. 2553
ส่วนนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ลมาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ ระบุพรรคเพื่อไทยปูดเรื่องนักการเมืองอักษรย่อ "ก." และ "ศ." ได้ประโยชน์จากกรณีนี้ถึง 300 ล้านบาทเป็นการแสดงความโง่เขลาและหวังผลทางการเมืองอย่างเดียว เพราะผู้ได้ประโยชน์จากการขายหุ้นคือผู้ถือหุ้นเดิมว่า ไม่อยากเถียงกับนายเอกยุทธ เพราะทราบดีว่านายเอกยุทธเป็นคนของฝ่ายใด ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยทราบมาว่า มีการไปช้อนซื้อหุ้นล่วงหน้าแล้วเกือบ 1 เดือนที่แล้ว ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ส่งข้อมูลให้กลต.ไปแล้ว เพราะมองว่าเป็นการกระทำที่มีการให้ข่าวทั้งที่ บ.ไทยคมเป็นธุรกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีความอ่อนไหวกับข้อมูลและมีส่วนได้ส่วนเสีย ลักษณะการปั่นหุ้นและได้ประโยชน์โดยนอมินี ดังนั้น ขอให้นายเอกยุทธอย่ามองว่าที่ฝ่ายค้านทำเป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง อย่างไรก็ตาม นายเอกยุทธ์มีความเชียวชาญ ต้องร่วมกันอีกทางหนึ่งหาว่าใครอยู่เบื้องหลัง
นายประเกียรติ นาสิมมา สส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีมติให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาประเด็นการซื้อขายไทยคม โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้ได้ประโยชน์จำนวนกว่า 300 ล้านบาทจากการปั่นหุ้น ซึ่งหากมีพยานหลักฐานพอที่จะชี้ว่ามีการบอกข้อมูลเป็นการภายในว่ามีการซื้อขายดาวเทียมไทยคม พรรคเพื่อไทยจะเสนอเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ นอกจากนี้หากพบว่าถ้า ก.ล.ต.มีการซูเอี๋ยกัน พรรคเพื่อไทยก็จะทำเรื่องถึง ป.ป.ช.ด้วย
“
เชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีความสุจริต แต่ในขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองเกิดขึ้นในขณะนี้ ผมสามารถพูดได้ว่ามือขวาของนายกฯ เปื้อนเลือด ส่วนมือซ้ายทุจริตทุกรูปแบบ ดังนั้น การซื้อขายหุ้นไทยคมนั้น พรรคเพื่อไทยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อประกบการทำงานของ ก.ล.ต. โดยจะรวมรวมข้อมูลข่าวสารทุกชนิดถ้า หากมีความชัดเจนแล้ว เราจะเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ให้สาธารณะรับทราบเป็นช่วงๆ ไป” นายประเกียรติ กล่าว






