posttoday
โลกอ่อนแอ ฉุดสหรัฐโต เฟดกุมขมับขึ้นดอกเบี้ย

โลกอ่อนแอ ฉุดสหรัฐโต เฟดกุมขมับขึ้นดอกเบี้ย

20 กุมภาพันธ์ 2558

แสดงท่าทีลังเลไม่แน่ใจอย่างเห็นได้ชัดกันมากขึ้นสำหรับประเด็นเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรายงานสรุปผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี)

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

แสดงท่าทีลังเลไม่แน่ใจอย่างเห็นได้ชัดกันมากขึ้นสำหรับประเด็นเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรายงานสรุปผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระหว่างวันที่ 27-28 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังเพิ่งมีการส่งสัญญาณออกมาก่อนหน้าว่า เฟดมีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงกลางปี 2015 นี้ หรือราวเดือน มิ.ย.

ขณะเดียวกัน รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุอีกว่า คณะกรรมการเอฟโอเอ็มซีส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันให้เฟดควรรักษาอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในระดับต่ำติดศูนย์ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง ทำให้นักวิเคราะห์จากหลายสำนักตีความได้ว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอาจช้ากว่าเงื่อนเวลาที่คาดการณ์กันไว้ข้างต้น

แม้ว่าท่าทีของเฟดครั้งนี้จะสวนทางจากความคาดหวังของนักลงทุนส่วนหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าเฟดจะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.นี้แน่นอน โดยอิงจากรายงานความเคลื่อนไหวในตลาดจ้างงานของสหรัฐ ซึ่งมีการทยอยจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยเดือนละ 2.6 แสนตำแหน่ง ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

แต่กระนั้น เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจในห้วงเวลานี้ ความลังเลของคณะกรรมการเอฟโอเอ็มซีของเฟดย่อมเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เพราะกรณีที่เฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป โดยที่เศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งดีพอ การตัดสินใจดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบในทางร้ายอย่างแน่นอน

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนในขณะนี้ บวกกับการปรับเปลี่ยนนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) กับธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่หันมาดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) กันมากขึ้น ได้กลายเป็นปัจจัยที่จะส่งผลลบต่อการฟื้นตัวของสหรัฐหากเฟดจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

โธมัส คอสเติร์ก นักเศรษฐศาสตร์จากสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประจำนิวยอร์ก แสดงความเห็นว่า สิ่งที่เห็นจากการประชุมคณะกรรมการเอฟโอเอ็มซีของเฟดในครั้งนี้ก็คือ “รอและดู” ก่อนจะตัดสินใจลงมือปรับเปลี่ยนนโยบายในขั้นต่อไป

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ แซค ปานดิ นักกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยอาวุโสจากโคลัมเบีย แมเนจเมนต์ บริษัทด้านการลงทุน ซึ่งระบุว่าความลังเลเล็กน้อยที่สัมผัสได้ครั้งนี้ สะท้อนได้ว่า แม้เฟดจะเชื่อมั่นต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของสรหรัฐในปีนี้ แต่ก็อดรู้สึกวิตกกังวลไม่ได้หากจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยช่วงกลางปี

ขณะที่ พอล อีเดลสไตน์ จากไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ สรุปชัดว่า เฟดกำลังแสดงท่าทีต่อตลาดว่าเฟดยินดีจะรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจให้นานมากขึ้นกว่านี้ก่อนปรับดอกเบี้ยแน่นอน

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างออกโรงเตือนว่า ความลังเลครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเฟดภายใต้การนำของ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟดคนปัจจุบันจะไม่พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ตามที่หลายฝ่ายวิตกกัน เพียงแต่หมายความว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้มีปัจจัยหรือประเด็นที่เฟดต้องใคร่ครวญคำนวณถึงผลได้ผลเสียให้ถี่ถ้วนรอบคอบมากขึ้น

สำหรับประเด็นแรกสุดที่เฟดวิตกกังวลก็คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลต่อการแข็งตัวของค่าเงินสกุลเงินเหรียญในสหรัฐ ที่ปัจจุบันก็ถือว่าแข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักของโลกอย่างสกุลเงินเยนของญี่ปุ่น และสกุลเงินยูโร ของกลุ่มชาติสมาชิกยูโรโซนในภูมิภาคยุโรป หลังจากที่ธนาคารกลางของสองชาติตัดสินใจใช้นโยบายคิวอี 

การแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินเหรียญสหรัฐจะกลายเป็นปัจจัยลบต่อภาคการส่งออกของสหรัฐที่เพิ่งจะลืมตาอ้าปากจากวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศในปี 2008 ได้ไม่นาน โดย เกรก ปีเตอร์ส เจ้าหน้าที่การลงทุนอาวุโสจากพรูเด็นเชียล ไฟแนนเชียล อิงค์ ในนิวเจอร์ซีย์ ระบุชัดว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าจะเป็นปัจจัยฉุดการส่งออกของสหรัฐ เพราะทำให้สินค้าส่งออกของสหรัฐแพงกว่าคู่แข่ง

ขณะเดียวกัน เงินเหรียญสหรัฐที่แข็งเกินยังส่งผลต่อรายได้ของบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ และทรงอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นวอลสตรีท ซึ่งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมากกว่า 4% เมื่อเทียบกับ 16 สกุลเงินหลักของโลก จนทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2009

ทั้งนี้ รายงานผลประกอบการรายได้หลายแห่งของบริษัทสหรัฐ เช่น พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล ดูปองท์ ไมโครซอฟท์ ไฟเซอร์ เป๊ปซี่ และโคคา-โคลา ต่างปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด แถมในรายงานของบริษัทเหล่านี้ยังระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รายได้ขององค์กรที่ลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งขึ้นนั่นเอง

แม้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่ง รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์จากโกลด์แมน แซคส์ จะแสดงความเห็นว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติของสหรัฐต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น เพราะอย่างน้อยค่าเงินแข็งก็ช่วยเพิ่มอำนาจการซื้อให้กับผู้บริโภคในประเทศ แต่ทว่าค่าเงินแข็งก็ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะแข็งแกร่งตามแต่อย่างใด

ส่วนปัจจัยที่สองที่เฟดต้องไตร่ตรองอย่างหนักถ้าจะขึ้นดอกเบี้ยก็คือ การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานที่ยังคงอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างช้ามาก โดยมีรายงานว่าอัตราการขยายตัวของค่าแรงรายชั่วโมง ซึ่งเป็นตัววัดประเมินของค่าจ้างทั่วสหรัฐในอัตราปีต่อปี ยังคงติดอยู่ที่ระดับ 2% ขณะที่ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ สรุปตรงกันว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าแรงที่สะท้อนสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวแกร่งควรจะอยู่ที่ 3-4%

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ทำให้คณะกรรมการเฟดลงความเห็นว่า การปรับขึ้นของค่าแรงที่อยู่ในอัตราที่ค่อนข้างช้านี้ หากยังดำเนินต่อไปก็จะกลายเป็นปัจจัยขัดขวางสำคัญต่อการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนในประเทศ ซึ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่จะส่งผลต่อเนื่องถึงการขึ้นค่าแรงของภาคเอกชน ย่อมไม่ใช่ผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวม ที่สัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถึง 70% ขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายของผู้บริโภคเป็นหลัก

ด้านปัจจัยที่สามของสถานการณ์ในปัจจุบันที่ทำให้เฟดลังเลกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบีี้่ยก็คือ ราคาน้ำมันที่ถูกลง เพราะวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันอาจนำไปสู่การจ้างงานที่ลดลงของภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ก็มีรายงานการปรับโครงสร้างของบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่หลายแห่งของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงการปลดพนักงานหลายพันคน เพื่อรักษาดุลบัญชีขององค์กร

นอกจากนี้ ในรายงานการประชุมของคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงินของเฟดครั้งนี้ยังระบุชัดว่า หากบริษัทในภาคอุตสาหกรรมน้ำมันตัดการลงทุนของตนเองลง ซึ่งปัจจุบันการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันของบริษัทสหรัฐลดลงไปแล้วกว่า 10% ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะส่งผลต่อการฟื้นตัวเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐในอนาคตข้างหน้าแน่นอน

ขณะที่ปัจจัยที่สี่ที่เฟดอดกังวลไม่ได้ก็คือ ปัจจัยด้านภาวะเงินเฟ้อที่ขยายตัวในระดับต่ำ โดยแม้การคำนวณตามสูตรของนักเศรษฐศาสตร์จะให้ผลว่า ภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐในระยะยาวจะเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ แต่ค่าแรงที่โตช้าบวกกับการใช้จ่ายของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.3% ในปี 2014 ที่ผ่านมา ทำให้สมาชิกเฟดส่วนหนึ่งเกรงว่า ภาวะเงินเฟ้อต่ำนี้จะส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันไว้

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีหลักฐานว่าญี่ปุ่นเองก็เคยมีรายงานตัวเลขเงินเฟ้อโตอย่างมีเสถียรภาพ แม้จะเข้าสู่ช่วงภาวะเงินฝืดมาแล้ว ก็ยิ่งทำให้เฟดเห็นว่าตัวเลขรายงานเงินเฟ้อไม่ได้สามารถยึดเป็นหลักอ้างอิงได้อย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมสถานการณ์จากปัจจัยภายนอกอย่างการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ยักษ์ใหญ่ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นคู่ค้าคนสำคัญของสหรัฐ

เรียกได้ว่า เมื่อพิจารณาจากปัจจัยข้างต้นจะเห็นได้ว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบัน ที่มีแนวโน้มต้องเผชิญกับความเสี่ยงเรื่องค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็ง อัตราด่าแรงโตต่ำ เงินเฟ้อโตต่ำ และราคาน้ำมันถูก ทำให้เฟดไม่อาจด่วนตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์รอบด้านอย่างรอบคอบ

เพราะแทนที่จะเป็นการช่วยฟื้นเศรษฐกิจสหรัฐ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวอาจเป็นการฉุดรั้ง หรือแม้แต่ล่มเศรษฐกิจของสหรัฐให้ผจญกับวิกฤตอีกระลอก หลังจากพยายามฟื้นฟูอยู่นานหลายปี

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน