
เอกซเรย์เด็กไทย 2558
“เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญในวันหน้า” หรือ “เด็กฉลาดชาติเจริญ” อมตะวาจา ที่สามารถจินตนาการแล้วเปลี่ยนภาพในวันนี้ ให้มีชีวิตจริงไปอีกเป็นร้อยปี
“เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญในวันหน้า” หรือ “เด็กฉลาดชาติเจริญ” อมตะวาจา ที่สามารถจินตนาการแล้วเปลี่ยนภาพในวันนี้ ให้มีชีวิตจริงไปอีกเป็นร้อยปี
ในช่วงนี้มีข้อมูลและข้อคิดเห็นหลายชุด ออกมาให้เราๆ ท่านๆ ได้เห็นกันชัดๆ มากขึ้น ว่าปัจจุบันเรามีเด็กเยาวชนอารมณ์ไหนอยู่ในอ้อมกอดของสังคมไทยบ้าง เริ่มที่ kapook.com บอกว่าโลกใบนี้ มีคนอยู่มากถึง 7,000 ล้านคน (เป็นคนไทย 65 ล้านคน) แบ่งเป็นรุ่นๆ ได้ 8 รุ่นหรือ 8 Generation เริ่มตั้งแต่รุ่นแรก Lost Generation ตามมาด้วย Greatest Gen/Silent Gen คน 3 รุ่นนี้ น่าจะมีอยู่ไม่มากนัก
ส่วน Gen-B หรือ Baby Boomer น่าจะถือว่ามีจำนวนมากที่สุดในสังคมปัจจุบันนี้ มีลักษณะเด่น คือ อดทนสูง ทุ่มเททำงาน ประหยัด อดออม เพราะผ่านชีวิตในช่วงของการฟื้นฟูหลังสงครามโลกครั้งที่ 2/Gen-X ปัจจุบันคือคนอายุ 30-50 นั้นเกิดมาในโลกยุคที่มีความมั่งคั่งแล้วชีวิตจึงสุขสบาย มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีมากนัก
เมื่อผ่านมา 5 รุ่น จะมาพบกับ Gen-Y คือคนอายุ 18-35 ปี และ Gen-Z คือเด็กๆ ที่มีอายุไม่เกิน18 ปี คนใน 2 รุ่นหลังนี้เกิดมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและค่านิยมที่แตกต่างระหว่างรุ่นของปู่ย่าตายายพ่อแม่กับเขาเหล่านั้น เด็กเหล่านี้โตมากับพ่อแม่ครอบครัวที่ค่อนข้างจะประสบความสําเร็จแล้ว จึงถูกตามใจไม่ชอบถูกบังคับ กล้าคิดชอบทํางานเป็นทีมแต่ไม่อดทน หวังทํางานที่มีเงินเดือนสูงๆ หลังเลิกงานจะไปทํากิจกรรม เพื่อสร้างความสุขให้ตัวเอง เช่น ออกกําลังกาย สังสรรค์กับเพื่อนฝูง มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีมาก (มากแค่ไหนคนที่มีลูกแล้วคงตอบได้ดีกว่าใคร) แต่ต้องไม่ลืม Gen-C ที่เป็นคนในกลุ่ม Baby Boomer และ Gen-X ที่หันมาสนใจสังคมออนไลน์มากขึ้น บางรายถึงขนาดเสพติดข้อมูลในโลกไซเบอร์ไปแล้ว
ขณะที่งานวิจัยของ Environsell Thailand ระบุถึง 8 ค่านิยมใหม่ของคนไทยในปี 2558 ได้แก่ “รวยลัด” ที่มีความสนใจในการลงทุนธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ (ชอบเล่นหุ้นนั่นเอง) เพราะต้องการรวยแบบด่วนๆ แต่ไม่ได้ฝันถึงขนาดมีเงินพันล้าน ให้ความสําคัญกับ “ความงามภายนอก” เพราะเชื่อว่าจะมีผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ถึงขนาดมี Application แต่งรูปภาพตัวเองให้ดูดี ไม่อยากพึ่งพาคนอื่น “ชอบพึ่งพาตัวเอง” เพราะมีเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยทําอะไรๆ ได้ด้วยตัวเอง เช่น ไม่ถ่ายรูป (Selfie) หรือ Google ที่มีทุกคําตอบให้เขา แต่ “ไม่ชอบผูกมัด” ทั้งในเชิงครอบครัว คือ แต่งงานน้อยลง หย่าร้างมากขึ้น บริโภคข้อมูลใหม่ๆ ตลอดเวลา
นอกจากนี้ ยังชื่นชอบอะไรที่ “ชัดเจน ไม่ปิดบัง” เชื่อ Review จากประสบการณ์จริงมากกว่าโฆษณาที่ผ่านการปรุงแต่ง ยังเกิดกระแส “วัฒนธรรมเดียวกัน” เช่น K-Pop หรือ Ice Bucket Challenge รวมถึงพฤติกรรม “ซื้อน้อยแต่ได้เยอะ” สินค้าชิ้นเดียวทําได้สารพัดประโยชน์และต้องมี “มาตรฐานสูง” เน้นคุณภาพ พร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อได้บริการที่ดีขึ้น
พักหายใจกันสักนิดกับความคิดและพฤติกรรมของคนไทย ซึ่งเรากำลังเป็นไป รวมถึงเด็กและเยาวชนไทยที่กำลังเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้ น่าจะมีส่วนทำให้สภาพัฒน์จัดประชุมประจําปีเมื่อเดือน ก.ย. 2557 ในหัวข้อ “การพัฒนาคนเพื่ออนาคตประเทศไทย” โดยวาดภาพในฝัน ส่วนที่เกี่ยวกับเด็กให้มีพัฒนาการที่สมวัยของเด็กปฐมวัยทั้งในเรื่องสุขภาพ ภาวะโภชนา เน้นเพิ่มศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสถานที่ทํางาน และในชุมชนให้ทั่วถึง มุ่งให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะจําเป็นสําหรับโลกอนาคต ภายใต้ครอบครัวที่อยู่ดี มีสุข มีจริยธรรม มีภูมิคุ้มกัน เพื่อพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งดูแล้วพอมีความหวังความสดใสขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่ยังไม่จบแค่นี้ เราลองนำความคิดความอ่านของเด็กและเยาวชนเหล่านี้ ไปทาบเชื่อมต่อกับความคิดล่าสุดของอีกฟากฝั่งหนึ่ง แล้วช่วยกันดูว่าจะไปต่อได้ไหมอย่างไร ด้วยการข้ามฟากมาดูตัวอย่างของ Google บริษัทนวัตกรรมระดับโลก บอกว่าบริษัทเริ่มรับพนักงานที่ไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นทุกปี คนที่เขาเลือกต้องมีความสามารถในการเรียนรู้ ผสมผสานข้อมูลต่างๆ มาโยงเป็นความรู้เพื่อทำงานจนสำเร็จได้ (ไม่ใช่เด็กที่เรียนเก่งอย่างเดียว หรือมีแต่ Hard Skills ที่เป็นเพียงทักษะที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรง เช่น ความรู้ทางบัญชีการเงิน หรือกฎหมาย หรืออื่นๆ เท่านั้น ทำให้ใบปริญญาจึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด)
บริษัทต้องการคนที่มี Soft Skills อย่างมากด้วย นั่นคือทักษะที่เกี่ยวเนื่องที่จะช่วยเสริมให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น ความถ่อมตนทางปัญญา (Intellectual Humility) เพราะถ้าเด็กไม่มีสิ่งนี้ก็จะไม่สามารถเรียนรู้หรือทำงานประสานกับผู้อื่นได้ รวมทั้งทักษะการสื่อสาร และมนุษยสัมพันธ์ การพูดให้ตรงแต่ไม่แรง ทักษะการโน้มน้าวจูงใจ เพราะจะทำให้ “คนที่ทำงานได้” อยู่แล้ว สามารถ “ทำงานดีขึ้น” อีกนัยหนึ่งคือ การสร้างสมดุลทั้งเนื้อหาและลีลาในการทำงานให้ดีมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นั่นเอง
ผมขอสรุปจบลงที่ว่า ภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งของผู้บริหารประเทศ และประชาชนคนไทยก็คือ การพิถีพิถันสร้างเด็กรุ่นใหม่ในวันนี้ (ตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่รวมถึง 6 ขวบแรก ซึ่งคือ 6 ปีทองของชีวิตเด็ก) ให้ผลิบานขึ้นมาเป็นอนาคตของสังคมไทย เป็นภารกิจที่ทุกคนต้องไม่นิ่งเฉย ต้องกล้าหวัง กล้าเปลี่ยนให้เป็นจริง







