posttoday
เปิดตำรารับมือเงินเฟ้อขาลง

เปิดตำรารับมือเงินเฟ้อขาลง

17 กุมภาพันธ์ 2558

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานข้อมูลเศรษฐกิจว่า โดยรวมแล้วทั้งปี 2557 เศรษฐกิจไทยขยายตัวแค่ 0.7% การลงทุนรวมลดลง 2.8% โดยการลงทุนภาครัฐลดลง 6.1% และการลงทุนภาคเอกชนลดลง 1.9% ด้านการส่งออกนั้น ไตรมาส 4 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 56,763 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.5% แต่ทั้งปี 2557 การส่งออกติดลบ 0.3%

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานข้อมูลเศรษฐกิจว่า โดยรวมแล้วทั้งปี 2557 เศรษฐกิจไทยขยายตัวแค่ 0.7% การลงทุนรวมลดลง 2.8% โดยการลงทุนภาครัฐลดลง 6.1% และการลงทุนภาคเอกชนลดลง 1.9% ด้านการส่งออกนั้น ไตรมาส 4 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 56,763 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.5% แต่ทั้งปี 2557 การส่งออกติดลบ 0.3%

สำหรับการขยายตัวของด้านอุปทานนั้น ในภาพรวมปี 2557 ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง 6.2% และรายได้เกษตรกรปรับตัวลดลง 5.3% ส่งผลให้กำลังซื้อฝืดในต่างจังหวัดเพราะสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ด้านราคาสินค้าบางประเภทยอมรับว่ามีสินค้ามากต้องใช้เวลานานในการระบาย

เศรษฐกิจในปี 2558 นั้น สศช.ยังคงประมาณการการเติบโตไว้ 3.5-4.5% ปัจจัยสนับสนุนมาจาก 1.การลงทุนของภาคเอกชนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น เห็นจากการขอส่งเสริมการลงทุนในเดือน ธ.ค.ที่สูงเป็นประวัติการณ์ 2.1 ล้านล้านบาท นโยบายการส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ซึ่งมีการเตรียมการในการลงทุนขนส่งและโลจิสติกส์

2.การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนและนักท่องเที่ยวเข้าใจในสถานการณ์ในไทยมากขึ้น 3.การ ส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5% แม้ยังมีข้อจำกัดจากปัญหาทางเศรษฐกิจในยุโรป ญี่ปุ่นและจีน ขณะที่สหรัฐมีการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะการค้าชายแดนและการส่งออกไปยังอาเซียนที่ยังมีศักยภาพ

4.การเร่งรัดเบิกจ่ายและการดำเนินโครงการลงทุนที่สำคัญๆ โดยเร่งเบิกจ่ายเงินและให้ทำสัญญาในเดือน มี.ค.นี้

5.การลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก โดย สศช.คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 50–60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล 6.ปริมาณการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ที่ดีขึ้นและปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจ 3 เรื่อง  1.การขยายตัวของภาคเกษตรยังมีข้อจำกัดจากราคาในตลาดโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ซึ่งจะกระทบต่อการใช้จ่ายในต่างจังหวัดด้วย

2.ระบบเศรษฐกิจการเงินโลกยังผันผวนไม่แน่นอน การอ่อนค่าของเงินสกุลประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

3.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องดูนโยบายการเงินที่จะเข้ามาสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในขณะนี้อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลง ทำให้อัตราดอกเบี้ยเมื่อหักเงินเฟ้อไปแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเพิ่มสูงขึ้น

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังขยายตัว แต่เรื่องเงินเฟ้อนั้นผู้ดูแลนโยบายก็ต้องจับตาทั้งขาขึ้นและขาลง โดยในปี 2558 สศช.ประเมินว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบ 0-1% ลดลงจากประมาณการเดิม 1.4-2.4% หรือต่ำสุดในรอบ 6 ปี ที่ผ่านมา สศช.ไม่เคยประมาณการเงินเฟ้อ 0% มาก่อน จึงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและผลต่อเศรษฐกิจไทย

“ในบางประเทศไม่รอให้เงินเฟ้อลงไปถึงศูนย์เปอร์เซ็นต์ หรือติดลบ แค่ลงไปใกล้ๆ กับ 1% เขาจะต้องมีมาตรการในทางการเงินเข้าไปช่วย ขณะนี้หลายประเทศในเอเชียก็ลดดอกเบี้ยแล้ว ทั้งสิงคโปร์ จีน ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ก็มีการขยายตัวต่อ แต่ทางการไม่ยอมให้ระดับราคาลดลงไปจนติดลบ ซึ่งผู้ดูแลนโยบายการเงินของไทยก็ต้องดูกันต่อ ผมคงพูดอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้ว” อาคม กล่าวให้ขบคิด

มาตรการรับมือกับสถานการณ์เงินเฟ้อที่ลดลงของต่างประเทศนั้นแตกต่างกันออกไป ประเทศสิงคโปร์ที่มีอัตราเงินเฟ้อในเดือน ม.ค.ติดลบ 0.2% ได้ปรับลดช่วงการซื้อขายเงินเหรียญสิงคโปร์ให้แคบลง เพื่อลดแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องไปเมื่อเดือน ม.ค.

ขณะที่สหภาพยุโรปเดือน ม.ค.เงินเฟ้อติดลบ 0.16% ได้ประกาศขยายปริมาณเงิน (คิวอี) โดยการซื้อขายพันธบัตร 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน จนถึงเดือน ก.ย. 2559

ญี่ปุ่นมีเงินเฟ้อ 2.4% ได้เพิ่มขนาดคิวอีจากปีละ 60-70 ล้านล้านเยน เป็น 80 ล้านล้านเยน ไปเมื่อเดือน ต.ค. 2557 และเลื่อนการปรับขึ้นภาษีการบริโภคจากเดือน ต.ค. 2558 ไปเป็นเดือน เม.ย. 2560

กรณีเดนมาร์กมีเงินเฟ้อติดลบ 0.08% ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.15% มาอยู่ที่ 0.05% เช่น เดียวกับสวิตเซอร์แลนด์ที่เงินเฟ้อติดลบ 0.49% ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.125% มาอยู่ที่ติดลบ 0.5% และติดลบ 0.75% ไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2557 และ ม.ค. 2558

แคนาดามีเงินเฟ้อ 1.46% ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 0.75% เมื่อเดือน ม.ค.

ส่วนจีนมีอัตราเงินเฟ้อในเดือน ม.ค. ที่ 0.80% ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.40% มาอยู่ที่ 5.6% และปรับลดอัตราการสำรองเงินของธนาคารพาณิชย์ลง 0.50% ไปเมื่อเดือน พ.ย. 2557

ส่วนที่เกาหลีใต้มีเงินเฟ้อ 0.80% ก็ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 2% เมื่อเดือน ต.ค. 2557 อินเดียมีเงินเฟ้อ 5.11% ก็ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 7.75%

แล้วไทยจะตัดสินใจอย่างไร เป็นเรื่องที่ชวนติดตามอย่างไม่กะพริบ...

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน