posttoday
ตัวแทน37พรรคร่วมถกกมธ.ยกร่างรธน.

ตัวแทน37พรรคร่วมถกกมธ.ยกร่างรธน.

16 กุมภาพันธ์ 2558

ตัวแทน 37 พรรคการเมือง ร่วมเวทีสัมมนา กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ ถกระบบเลือกตั้ง-รัฐสถา-ครม.

ตัวแทน 37 พรรคการเมือง ร่วมเวทีสัมมนา กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ ถกระบบเลือกตั้ง-รัฐสถา-ครม. 

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ณ รัฐสภา คณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะอนุกรรมาธิการประสานเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมจัดงานสัมมนาเรื่อง “หลักการใหม่เกี่ยวกับระบอบการเมือง นักการเมือง และสถาบันการเมือง” โดยมี คณะ กมธ. ยกร่างฯ คณะกมธ.ปฏิรูปการเมือง คณะอนุ กมธ. ประสานเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ สปช. สถาบันพระปกเกล้า และตัวแทนพรรคการเมือง 37 พรรค อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคมาตุภูมิ เป็นต้น

นายสุจิต บุญบงการ กมธ.ยกร่างฯ กล่าวเปิดงานสัมมนา ว่า คณะ กมธ.ยกร่างฯ อยู่ระหว่างยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งมีหลักการสำคัญจำแนกเป็น 13 ประการ ได้แก่ 1.พลเมืองเข้มแข็ง นักการเมืองมีคุณธรรม 2. ความเป็นกลางในการกำหนดวันเลือกตั้งและรักษาการระหว่างเลือกตั้ง โดยกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจกำหนดวันเลือกตั้ง ส่วนปลัดกระทรวงมีหน้าที่รักษาการเลือกตั้ง ซึ่งปลัดกระทรวงจัดคัดเลือกกันเอง เพื่อคัดเลือกผู้ที่จะรักษาการนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี

3.โครงสร้างทางการเมืองที่สมดุล ซึ่งมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทางสังคม 4. การคัดกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะเข้าสู่รัฐสภา ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องการทุจริตก่อนเลือกตั้ง 5.กำหนดให้มีการตรวจสอบการหาเสียง 6.ระบบเลือกตั้ง สส. ที่สะท้อนเจตนารมณ์แท้จริงของประชาชน ซึ่งจะทำให้คะแนนเสียงทุกคะแนนมีความหมายอย่างแท้จริง 7. สร้างระบบที่ทำให้การซื้อเสียงทำยากขึ้น 8. สส.เป็นผู้แทนราษฎรที่แท้จริง ไม่ใช่ลูกจ้างพรรคการเมืองหรือหัวหน้าพรรค 9.การปรับพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย ควบคุมการรับบริจาคและการใช้จ่ายเงินของพรรค-ผู้บริหารพรรค 10. ถ่วงดุลรัฐสภาระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

11. วุฒิสภาที่จะสร้างความสมดุลของระบบการเมือง 12. นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพภายใต้ระบบการตรวจสอบที่ดี และ13. ผู้ซึ่งมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าเป็นผู้ครอบงำ นำชัก หรือสั่งการให้พรรคการเมืองข้าราชการกระทำการใดๆ ต้องมีความรับผิดชอบทางอาญา ทางวินัย การเงิน การคลัง และงบประมาณ และความรับผิดชอบอื่นๆ เช่นเดียวกับผู้ที่ตนสั่ง ครอบงำหรือนำชัก

“13ข้อดังกล่าวจะทำให้การเมืองไทยโปร่งใสมากขึ้น จะทำให้เราได้นักการเมืองน้ำดี ที่ได้รับเลือกมาจากการตัดสินใจของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เข้ามาโดยใช้ระบอบอุปถัมภ์ เพื่อหวังจะเข้ามาหาผลประโยชน์สำหรับถอนทุนที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งยังจะต้องปฏิบัติตนไม่ไปกระทบต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ หรือตามสังคมวัฒนธรรมและต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทำให้ประชาชนทุกคนสามารถยอมรับได้” นายสุจิตกล่าว

หลังจากนั้น พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ บรรยายหัวข้อ “หลักการใหม่เกี่ยวกับระบอบการเมือง นักการเมือง และสถาบันการเมือง” ว่า ต้องทำการปรับระบบการเลือกตั้ง สส. เพื่อให้สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประประชาชน ทำให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย โดยเบื้องต้น กมธ.ยกร่างฯ ได้กำหนดให้ สส. มีจำนวน 450 คน แต่ไม่เกิน 470 คน โดยมาจาก สส. เขต  250 คน คำนวณจากอัตราส่วน สส. 1 คน ต่อประชาชน 260,000 คน ขณที่ สส. บัญชีรายชื่อ 200 คน แต่ไม่เกิน 220 คน ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯ ได้จัดสรรตามภาค รวม 6 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ภาคอีสานตอนล่าง ภาคกลางด้านตะวันตก ภาคกลางด้านตะวันออก และภาคใต้ ฉะนั้นพรรคการเมืองจะสามารถส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้ เฉลี่ย 32 –34คน ต่อภูมิภาค

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวอีกว่า การนำระบบสัดส่วนแบบผสมมาใช้ จะไม่ทำการปัดเศษทิ้งเหมือนกรณีประเทศเยอรมันที่กำหนดคะแนนเสียงขั้นต่ำไว้ที่ร้อยละ 5 ซึ่งต่ำกว่านี้จะถูกตัดทิ้ง ทั้งนี้เพื่อให้ทุกพรรคการเมืองมีที่ยืนในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะพรรคเล็กที่ไม่สามารถลงแข่งขันแบบแบ่งเขตได้ หรือในอีกทางหนึ่งหากพรรคเล็กได้เสียงแบบบัญชีรายชื่อ 6-7 หมื่นเสียง ก็สามารถที่จะได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 1–2 คน เพื่อที่จะสามารถต่อรองหรือผลักดันนโยบายได้ ส่วนปัญหาในการนับคะแนนแบบสัดส่วน คือจะต้องได้ สส. ไม่เกิน 220 คน ซึ่งหากได้ สส. เกินจากนี้ กกต. มีหน้าที่ในการลดทอนสัดส่วนของ สส. แต่ละพรรค ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 

“กมธ. ยกร่างฯ ยังมีการหารือในเบื้องต้น ซึ่งเห็นว่าจะตัดสิทธิผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เคยกระทำการทุจริตการเลือกตั้งหรือต้องคดีทุจริตคอรัปชั่น ไม่ให้สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งถัดไปได้ สำหรับสมาชิกวุฒิสภา เบื้องต้นมองว่าจะให้มีจำนวน 200 คน ที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะเราเห็นว่า ฐานเสียงของ สว. นั้นเป็นฐานเสียงเดียวกับ สส. โดยแนวทางที่วางไว้ จะมี สว.100 คน มาจากการเลือกกันเอง และอีก 100 คน ที่เหลือมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ในแต่ละสาขาวิชาชีพ เพื่อให้วุฒิสภาคือผู้ทรงคุณวุฒิอย่างแท้จริง”พล.อ.เลิศรัตน์กล่าว

ขณะที่นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กมธ.ยกร่างฯ ได้อธิบายการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเลือกตั้งของประเทศไทย ว่า ข้อเสนอที่จะให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลือกของ กมธ. ยกร่างฯ ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะที่ผ่านมา นายปรีดี พนมยงค์ ได้เคยเสนอให้นำรูปแบบการเลือกตั้งของประเทศฝรั่งเศสมาใช้ แต่ถูกพระยามโนปกรณ์นิติธาดาตีตกไป กลายเป็นเพียงระบบในฝัน ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้รูปแบบการเลือกตั้งแบบประเทศอังกฤษแล้ว 4 ครั้ง คือ ปี 44 ปี 48 ปี 51 และ ปี 54 ซึ่งผู้ที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งจะชนะทันที ขณะที่การเลือกตั้งแบบผสม การนับคะแนนแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ จะคู่ขนานกันไป

"กมธ.ยกร่างฯ มีการถกเถียงกันต่อรูปแบบเลือกตั้งที่ใช้กันมา จึงเห็นร่วมกันว่ารูปแบบดังกล่าวไม่เป็นธรรม บางพรรคการเมืองได้คะแนนสูงเกินจริงและต่ำเกินจริง จึงนำมาสู่ข้อเสนอให้นำระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน เพื่อสะท้อนคะแนนเสียงที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งการเลือกตั้งของประชาชนก็จะไม่ต่างไปจากเดิม ประชาชนก็จะเข้าคูหากา 2 เบอร์ ใบหนึ่งกาคนที่รัก อีกใบกาพรรคที่ชอบ จะต่างเพียงแค่การนับคะแนน ที่จะใช้แบบบัญชีรายชื่อมาเป็นหลักเท่านั้น"นายนครินทร์กล่าว

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69