posttoday
หนี้ครัวเรือนท่วม ฉุดไทย เป็นคนป่วยในอาเซียน

หนี้ครัวเรือนท่วม ฉุดไทย เป็นคนป่วยในอาเซียน

16 กุมภาพันธ์ 2558

การตั้งข้อสังเกตแรงๆ ของสำนักข่าวเอเอฟพี ที่ระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีหนี้ภาคครัวเรือนสูงที่สุดในภูมิภาค

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

การตั้งข้อสังเกตแรงๆ ของสำนักข่าวเอเอฟพี ที่ระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีหนี้ภาคครัวเรือนสูงที่สุดในภูมิภาค และอาจทำให้ไทยกลายเป็นคนป่วยของอาเซียนในที่สุดนั้น อาจฟังดูเลวร้ายเกินกว่าความจริง หากพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจในหลายด้าน เช่น การว่างงานที่ยังต่ำกว่า 1% และยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยกว่า 2 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา

แต่ถึงปัญหานี้จะยังไม่เข้าขั้นวิกฤตเสียทีเดียวในขณะนี้ ก็ยากที่จะปฏิเสธได้เช่นกันว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงอย่างแท้จริง เพราะข้อมูลหลายด้านบ่งชี้ชัดเจนว่า ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นถึง 83% ของจีดีพีเมื่อสิ้นไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา เริ่มสร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจไทยแล้ว อาทิ กำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะครัวเรือนไทยต้องระมัดระวังการใช้จ่าย

ขณะเดียวกัน แม้ว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนไทยจะเริ่มชะลอตัวลง แต่ก็ใช่ว่าปัญหานี้จะเริ่มคลี่คลายตามลงไปด้วย เนื่องจากต้นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของหนี้ครัวเรือนไทยมาจาก “ปัญหาระดับพื้นฐานที่คนไทยมีความรู้ทางการเงินน้อย” จึงมีโอกาสที่ปัญหาดังกล่าวจะขยายวงกลายเป็นพิษร้ายเรื้อรังต่อเศรษฐกิจไทยได้อีก

ทั้งนี้ จากผลสำรวจความรู้ทางการเงินของคนไทยในหลายสาขาอาชีพและรายได้ที่แตกต่างกันของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) พบว่า คนไทยมีความรู้ทางการเงินแค่ระดับปานกลางค่อนข้างไปทางต่ำมาก โดยมีสัดส่วนถึง 14-15 ล้านคนที่มีปัญหาการเงิน และเป็นส่วนหนึ่งของหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะขาดความรู้ความเข้าใจการเงินขั้นพื้นฐาน

เพราะหากแบ่งความรู้ด้านการเงินตามหลักการออกเป็น 4 ลำดับ คือ 1.การรู้การออม คือมีรายได้ต้องแบ่งเก็บไว้เผื่ออนาคต 2.การรู้จักปกป้องความมั่งคั่งหรือการบริหารความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งที่มีลดลง 3.การสะสมความมั่งคั่งหรือรู้จักลงทุนต่อยอดจากการออมเพิ่มพูนทรัพย์สิน และ 4.การรู้จักกระจายความมั่งคั่ง เพื่อจะได้มีมรดกเก็บไว้ให้ลูกหลาน หรือมีพอที่จะแบ่งปันสู่สังคมบ้างนั้น จะพบว่าคนไทยยังไม่สามารถผ่านลำดับ 1 ไปได้ บวกกับคนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ทางการเงินอีก โอกาสที่ครัวเรือนไทยจะก่อหนี้สูงจึงยังมีอยู่ต่อไป

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองประเด็นนี้ไว้น่าสนใจว่า ต่างชาติสนใจและจับตาดูเรื่องหนี้ครัวเรือนของไทยมาระยะหนึ่งแล้วตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งเกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่และฉุดให้ไทยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำ

แต่ในขณะที่เศรษฐกิจโตช้าลง ระดับการก่อหนี้กลับสูงขึ้นเร็วมากสวนทางกัน โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการล่าสุดในเดือน ก.ย. 2557 อยู่ที่ประมาณ 83% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทำให้น่าห่วงว่า หากในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐปรับขึ้นแล้ว และไทยจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตามไปด้วยนั้น จะทำให้ไทยรับมือกับภาวะนี้ไหวหรือไม่ เพราะดอกเบี้ยขาขึ้นจะส่งผลให้ต้องแบกภาระหนี้หนักขึ้นด้วย ที่สำคัญก็คือจะทำให้คนระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลให้เศรษฐกิจเสี่ยงที่จะโตได้ช้าลง กลายเป็นงูพันหางต่อระบบเศรษฐกิจไทย

“เราต้องหันมาดูแลการเติบโตของจีดีพีมากขึ้น ไม่อย่างนั้นดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้หนี้รัฐบาลและเอกชนสูงขึ้น ที่สำคัญหากจีดีพีโตต่ำ ภาครัฐจะมีข้อจำกัดในการจัดเก็บรายได้ และมีโอกาสก่อหนี้เพิ่มตอนนี้เรายังไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหา เพราะคนยังมีงานทำ อัตราการว่างงานต่ำ แต่ในระยะกลางและระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีนี้ ปัญหายิ่งจะซ้ำเติมกันไปอีก เพราะหากจีดีพีโตน้อยไปเรื่อยๆ การจ้างงานจะลดลง แถมมีหนี้สูงด้วย คนก็จะบริโภคน้อยแล้ว เมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอีก คนจะยิ่งระวังการใช้จ่ายมากขึ้นไปอีก บวกกับคนยังออมเพื่อระยะยาวน้อย ทำให้ต้องหันไปกู้หนี้เพิ่มอีก เพราะต้องดูแลผู้สูงอายุด้วย ปัญหามันก็จะกลับมาตกกับรัฐบาลทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสูงขึ้นอีก เสี่ยงต่อการเข้าสู่วัฏจักรการก่อหนี้อีก” เชาว์ ระบุ

เชาว์ กล่าวสรุปเรื่องนี้ว่า เรื่องที่ต่างชาติมองถึงจะยังไม่เกิด แต่ถ้าเราไม่เตรียมแผนจัดการเสียแต่เนิ่นๆ ก็อาจจะเกิดเป็นปัญหาขึ้นได้เช่นกัน ทางออกของปัญหาลักษณะนี้ นอกจากรัฐบาลจะต้องดูแลการเติบโตให้สูงขึ้นแล้ว ยังควรส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้มากขึ้น เพื่อให้คนเข้าใจเรื่องการออมเพื่อระยะยาวมากขึ้นด้วย และหากออมโดยสมัครใจยังมีสัดส่วนที่น้อย รัฐบาลก็ต้องจัดให้มีการออมภาคบังคับเพิ่มขึ้นด้วย เพราะปัจจุบันมีการออมระยะยาวเฉพาะคนทำงานในระบบ อาทิ การออมผ่านประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเท่านั้น ส่วนอาชีพอื่นๆ เช่น เกษตรกร และอาชีพอิสระ ยังไม่มีระบบการออมระยะยาว อย่างไรก็ดี เชื่อว่ารัฐบาลรู้โจทย์นี้ดีอยู่แล้ว เห็นได้จากการพยายามก่อตั้งกองทุนการออมแห่งชาติขึ้นมาแล้ว

จากความเห็นข้างต้นจึงไม่แปลกใจที่จะเห็นหน่วยงานสำคัญทางเศรษฐกิจ อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเตือนให้ระวังการก่อหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น กระทั่งมีนโยบายและพยายามให้ความรู้ด้านการเงินต่อสาธารณะมากขึ้น ผ่านการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) รวมถึงกระทรวงการคลังผ่าน สศค. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ออกมาส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้ประชาชนและนักลงทุนกันมากขึ้น และยังมีความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิรูปตลาดทุน ตลาดการเงิน และการคลัง ต่อสภาปฏิรูปด้วย

หนึ่งในเรื่องสำคัญที่เสนอ คือ การส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ทางการเงินอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ระดับรากหญ้า เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ด้วยการเสนอให้ตั้งหน่วยงานอิสระขึ้นมารับผิดชอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันแม้จะมีหลายหน่วยงานทำอยู่แล้ว แต่เป็นการให้ความรู้แบบต่างคนต่างทำ และมักจะยึดพันธกิจขององค์กรตัวเองเป็นสำคัญ ทำให้เนื้อหาความรู้ไม่ครอบคลุม และอาจไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนในทุกระดับชั้น จึงเห็นควรให้รัฐยกระดับเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยหวังให้ความรู้ทางการเงินเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไปด้วย

ทั้งนี้ อีกประเด็นที่น่าห่วงอย่างยิ่งคือ หนี้ครัวเรือนในระดับ 83% ของจีดีพี และมีแนวโน้มจะทะลุไปแตะระดับ 84-85% ภายในสิ้นปี 2557 นั้น ยังเป็นเพียง “หนี้ในระบบ” เท่านั้น แต่หากรวม “หนี้นอกระบบ” ที่เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของไทยและยังไม่สามารถประเมินตัวเลขที่แท้จริงได้นั้น ก็มีความเสี่ยงสูงที่หนี้ครัวเรือนไทยอาจแซงทะลุสูงสุดในอาเซียน จากปัจจุบันที่มาเลเซียนำอยู่ในระดับ 87% ของจีดีพี

ปัญหาหนี้่ครัวเรือนไทย จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ใช่แค่หน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องเร่งแก้ปัญหา เพราะหากไม่มีความร่วมมือไปด้วยกัน โดยเฉพาะการให้ความรู้ทางการเงินเป็นเกราะพื้นฐานแก่ประชาชนในเรื่องการใช้จ่ายและการออมเงินแล้ว สถานะคนป่วยแห่งอาเซียนก็อาจมาเยือนไทยได้ในอนาคตอีกไม่ไกลนี้

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก