
ประยุทธ์เยือนญี่ปุ่น โอกาสฟื้นความเชื่อมั่นของไทย
การพบปะกันระหว่างนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แห่งประเทศไทย และนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ในวันนี้ ต้องถือเป็นหมุดหมายสำคัญว่าทั้งสองประเทศ
โดย...พิชาย ชื่นสุขสวัสดิ์
การพบปะกันระหว่างนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แห่งประเทศไทย และนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ในวันนี้ ต้องถือเป็นหมุดหมายสำคัญว่าทั้งสองประเทศได้กลับมาดำเนินความสัมพันธ์กันตามปกติแล้ว นอกจากนี้ยังต้องถือเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่ยั่งยืนยาวนานและเป็นความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพสูง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านการระหว่างประเทศหลายสำนัก กลับแสดงความเห็นว่า ฝ่ายญี่ปุ่นยังคงต้องการคำมั่นจากผู้นำไทยว่า ในระยะยาวไทยจะกลับสู่การเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจในเร็ววัน ซึ่งนับเป็นคำถามที่ฝ่ายไทยต้องตอบให้ชัดเจน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเดินทางเยือนญี่ปุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างไทยและโลกตะวันตกไม่ราบรื่นนัก หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว ฉะนั้นคำเชื้อเชิญจากญี่ปุ่นในครั้งนี้จึงได้รับการจับตามองเป็นอย่างมากจากชาติสมาชิกกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ “จี7” เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นชาติ จี7 ชาติแรกที่เชิญให้รัฐบาลไทยเดินทางเยือนนั่นเอง
ขณะเดียวกัน สำหรับญี่ปุ่นแล้ว การเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดความเฉพาะการสานสัมพันธ์ระหว่างกันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการอ้าแขนรับรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น การสานสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นยังหมายรวมถึงเป้าหมายในการรักษาบทบาทในภูมิภาคเอเชีย ในภาวะที่จีนกำลังขยายอิทธิพลทางการเมืองและบทบาททางเศรษฐกิจในภูมิภาค
สำหรับประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ รัฐบาลญี่ปุ่นรวมถึงภาคเอกชนของญี่ปุ่น ต้องการคำมั่นจากไทยว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาความไม่สงบทางการเมืองและการแบ่งแยกซึ่งดำเนินอย่างต่อเนื่องหลายปีได้ และไทยที่มีเสถียรภาพและความผาสุกอย่างที่ญี่ปุ่นคุ้นเคยจะหวนคืนมาในเร็ววัน
รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงทัศนะว่า การเดินทางเยือนญี่ปุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ มีความสำคัญทั้งในด้านการเมือง ยุทธศาสตร์ และสัญลักษณ์ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นตัวแทนของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก อีกทั้งยังเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศ จี7 อีกด้วย
“การที่รัฐบาลทหารไทยได้รับการรับรองจากญี่ปุ่น เท่ากับไทยเดินมาถึงครึ่งทางของการได้รับการรับรองจากโลกตะวันตกแล้ว ขณะเดียวกันการเดินทางเยือนแสดงว่ารัฐบาลไทยยังต้องการการรับรอง การยอมรับ รวมถึงจุดยืนในเวทีโลก” รศ.ดร.ฐิตินันท์ ให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
นอกจากนั้น การเดินทางเยือนญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรีไทย ยังช่วยให้ไทยสามารถดำเนินการถ่วงดุลซึ่งเป็นการวางตัวอย่างปกติตามนโยบายต่างประเทศของไทย เนื่องจากกรณีที่จีนอ้าแขนรับรัฐบาลใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างรวดเร็ว หลังการเข้าควบคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สร้างความกังวลใจให้กับฝ่ายญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แสดงความเห็นว่า ทั้งรัฐบาลแดนซามูไรและภาคเอกชนต้องการให้ฝ่ายไทยรับรองว่า ไทยจะสามารถฟื้นฟูทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ
“ไทยถือเป็นสถานที่อำนวยความสะดวกและสนับสนุนการแผ่ขยายของญี่ปุ่นในเอเชียมาโดยตลอด เมื่อญี่ปุ่นต้องการหาที่ตั้งโรงงานใหม่และย้ายฐานการผลิตเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก”
ถึงกระนั้นก็ตาม เหตุการณ์ทางการเมืองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผนวกรวมกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในญี่ปุ่น ส่งผลให้ภาคเอกชนของญี่ปุ่นมีความรู้สึกไม่สบายใจ
สำหรับนายกรัฐมนตรีประยุทธ์นั้น ตระหนักถึงความต้องการญี่ปุ่นเป็นอย่างดี และมีความสนใจส่วนตัวในการเตรียมตัวสำหรับการเดินทางเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ทราบดีว่าประวัติความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมีมาอย่างยาวนาน จนสามารถย้อนกลับไปได้ถึงสมัยอยุธยา ซึ่งส่งผลให้ทั้งราชวงศ์ไทยและญี่ปุ่นรวมถึงรัฐบาลและประชาชนระหว่างทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น
“เราช่วยเหลือกันมาโดยตลอดไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติธรรมชาติ สาธารณชนไทยได้รวบรวมความช่วยเหลือเพื่อส่งมอบให้กับญี่ปุ่นทันทีหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวในจังหวัดฟูกุชิมาเมื่อปี 2011 ขณะที่นักลงทุนญี่ปุ่นก็ไม่เคยทิ้งไทย แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตมหาอุทกภัยในปี 2012” เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงการต่างประเทศรายหนึ่ง กล่าว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักในการหารือกันในวันนี้ระหว่างทั้งสองประเทศ คือ ประเด็นเศรษฐกิจ ในฐานะที่ญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งมีมูลค่าการลงทุน 3 แสนล้านบาทในปี 2013 และเป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่ใหญ่อันดับ 2 ที่มีมูลค่าทางการค้าราว 1.9 ล้านล้านในปีเดียวกัน
ดังนั้นภารกิจสำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ คือ ต้องรับประกันกับนายกรัฐมนตรีอาเบะให้ได้ว่า ไทยจะดูแลชุมชนธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศอย่างเต็มความสามารถ
โดยในส่วนความร่วมมือในระดับภูมิภาค พล.อ.ประยุทธ์ ต้องให้การสนับสนุนโมเดล “ไทยแลนด์ พลัส วัน” ของญี่ปุ่น ในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานและศูนย์กลางการลงทุนกับญี่ปุ่น เพื่อการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทยในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ซึ่งได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม
โมเดลธุรกิจดังกล่าวเกิดขึ้นขณะเดียวกันกับที่ไทยมีนโยบายที่จะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมแห่งอาเซียน โดยพยายามกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านผ่านการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจในอาเซียน
ดังนั้น การเตรียมตัวเพื่อการหารือกันระหว่างสองประเทศในวันนี้ ทั้งไทยและญี่ปุ่นจะต้องร่วมมือกันผลักดันให้โครงการลงทุนในการสร้างรางรถไฟเป็นความจริง ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการร้อยรัดไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
ในปัจจุบัน ทั้งไทย ญี่ปุ่น และพม่า กำลังเดินหน้าเพื่อให้โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้รุดหน้าไปบ้างแล้ว ทั้งการสร้างโรงไฟฟ้าและการสร้างถนนเพื่อเชื่อมต่อเมืองทวายกับชายแดนไทย
ทำนองเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จะเชื้อเชิญให้บรรดานักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนทั้ง 5 แห่ง เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม แม้ดูเหมือนว่าการพบปะกันระหว่างรัฐบาลไทยกับญี่ปุ่นในครั้งนี้ จะไม่มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองภายในของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ก็เชื่อว่าน่าจะมีการหารือในแผนของรัฐบาลในการจัดการเลือกตั้ง
แม้เจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยจำนวนไม่น้อยที่มองว่า การเชื้อเชิญของรัฐบาลอาเบะมีความหมายว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศกำลังกลับสู่ภาวะปกติ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยทีเดียว ที่ยังเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติระหว่างทั้งสองประเทศ
“ไทยไม่ควรมองอย่างเรียบง่ายว่าญี่ปุ่นพยายามจะแข่งขันกับจีน และไม่ควรทำเหมือนว่าการเดินทางเยือนของ พล.อ.ประยุทธ์ หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ไม่ว่าอย่างไรสถานการณ์ในปัจจุบันไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ปกติ” เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการทูตฝ่ายไทยรายหนึ่ง ระบุ
กรณีดังกล่าวยืนยันได้จากท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่นในการตอบสนองต่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. โดยรัฐบาลญี่ปุ่นแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในไทย ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศนิ่งเฉยไปชั่วขณะหนึ่ง อีกทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรึกษากับประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะสหรัฐ และหารือกับภาคเอกชนญี่ปุ่นก่อนที่จะตัดสินใจเชิญให้ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ
“การตัดสินใจดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ไทยมีต่อญี่ปุ่น และยังแสดงถึงความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพระหว่างทั้งสองประเทศ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นจะยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีความไม่ลงรอยกัน ทั้งสองฝ่ายก็ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ และไม่เคยจะทอดทิ้งกัน
ด้าน ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ญี่ปุ่นต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจจากการเชิญให้นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเยือนประเทศ กลุ่มสมาชิก จี7 อื่นๆ จะจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าผลจากการ
เดินทางครั้งนี้คืออะไร
ญี่ปุ่นถือเป็นมิตรที่เก่าแก่ของไทย เป็นทั้งผู้ลงทุนและผู้สนับสนุน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ระหว่างการเดินทางเยือนในครั้งนี้ ไทยจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นรูปธรรมและขั้นตอนที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยต้องมีความชัดเจนในประเด็นของผลประโยชน์ที่ญี่ปุ่นจะได้รับ
“ความมีเสถียรภาพและอนาคตของไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อญี่ปุ่น ดังนั้นข้อความที่ฝ่ายไทยสื่อสารออกไปในส่วนของแผนการที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคตต้องแจ่มชัด ชัดเจนและหนักแน่น” ดร.สุรินทร์ กล่าว







