
ยังไงก็ไม่มั่นใจ
...ธนพล ไชยภาษี
การดิ่งตัวลงของดัชนีดาวโจนส์ในช่วงชั่วโมงสุดท้ายของการซื้อขายเมื่อ 2 วันก่อนเป็นสัญญาณบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาจากยุโรปนั้น ถึงแม้ว่าในช่วงนี้จะดูดีขึ้นกับความพยายามแก้ปัญหาจากหลายภาคส่วนของยุโรป แต่ทว่าปัญหานี้ก็ยังคงสร้างความกังวลใจ และคาใจให้กับนักลงทุนอย่างลึกๆ อยู่
ทันทีที่มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตได้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ของกรีซลงสู่ระดับจังก์ นักลงทุนก็เทขายหุ้นในมือออกมากันทันที ถึงแม้ว่าทางด้านรัฐบาลกรีซจะยืนยันว่า ขณะนี้กรีซกำลังเดินหน้าตามเส้นทางที่วางเอาไว้กับการแก้ปัญหาหนี้แล้วก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นการแก้ตัวไม่ขึ้นจริงๆ
เพราะอะไร? เพราะว่าปัญหาหนี้ในยุโรปกำลังลุกลามสู่การกลายเป็นปัญหาของความ “ไม่มั่นใจ” ของนักลงทุน เพราะแน่นอนดังที่รู้กันอยู่ครับว่า ไม่ใช่กรีซประเทศเดียวเท่านั้นที่ประสบกับปัญหาหนี้ และต้องใช้มาตรการรัดเข็มขัดแบบครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
แต่ก็ยังมีหลายประเทศในยุโรปที่กำลังเจอกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน อย่างเมื่อสองวันก่อน อิตาลีก็ประกาศว่า ระดับหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นเป็น 1.8 ล้านล้านเหรียญยูโรแล้ว และเมื่อเทียบกับจีดีพีคาดว่าในปีนี้อิตาลีจะขาดดุลงบประมาณที่ 118% ต่อจีดีพี
นอกจากอิตาลีซึ่งได้ประกาศนโยบายประหยัดไปแล้วเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน ก่อนหน้านั้นก็มีหลายประเทศทยอยประกาศไปก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกส สเปน หรือแม้กระทั่งอังกฤษ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฟินแลนด์ หนึ่งในประเทศนอกกลุ่มยูโรโซน ที่ขึ้นชื่อว่ามีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในกลุ่มประเทศยุโรปเหนือ ก็ปรากฏว่า ต้องกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดเช่นกัน
นี่แหละครับ ปัญหาในยุโรป เดินเรียงแถวกันมาเป็นแพ็ก ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กำลังลุกลามไปทั่ว และในขณะที่ทางด้านรัฐบาลของยุโรปกำลังพยายามโฆษณาชวนเชื่อว่าปัญหานี้น่าจะคุมได้
แต่ในที่สุดปัญหานี้ก็กำลังเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจแล้ว โดยกลุ่มบิซิเนสยุโรป ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนของภาคเอกชนในยุโรปบอกว่า พวกเขาเริ่มเจอผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้แล้ว ที่เริ่มมีค่าใช้จ่ายในการกู้เงินจากธนาคารเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนจะทำให้การลงทุนจากภาคเอกชนสูงตามไปด้วย ล้วนแต่เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามกันไป อันจะนำมาซึ่งความ “ไม่กล้า” ที่จะลงทุนกันต่อไป
สภาวะของยุโรปในเวลานี้ บอกได้เลยว่า ไม่ต่างจากสภาวะที่สหรัฐเผชิญหน้ามาก่อนหน้านี้ในวิกฤตการเงิน ที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจไปทั่วประเทศ คนไม่กล้าใช้เงินกัน ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐถดถอยกันนานเกือบ 2 ปีและการลงทุนในสหรัฐก็ชะลอตัวลงเพราะภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมไม่มีกำลัง
แต่ขึ้นชื่อว่านักลงทุนยังไงก็ต้องหาแหล่งทำกำไร ในเมื่อที่สหรัฐและยุโรปซบเซา ดอกเบี้ยก็ต่ำติดดิน เชื่อว่าเงินจากยุโรปจะไหลมาเอเชียอีกระลอกใหญ่ครับ







