posttoday
ซื้อไทยคม ปั่นราคาหุ้น...หรือ...ฮุบดาวเทียม

ซื้อไทยคม ปั่นราคาหุ้น...หรือ...ฮุบดาวเทียม

16 มิถุนายน 2553

8...ทีมข่าวตลาดหุ้น

สร้างความสับสนและฮือฮาให้คนทั้งประเทศ เมื่อจู่ๆ ก็มีข่าวรัฐบาลดอดไปเจรจาขอซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากกองทุนเทมาเซกแห่งสิงคโปร์ โดยอ้างความมั่นคงของประเทศ ด้วยหน้าตักไม่เกิน 1,000 ล้านบาท

และน่าประหลาดใจยิ่งขึ้นที่ว่า ตัวแทนไทยเดินทางไปคุยกันถึงสิงคโปร์เมื่อกลางเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา แต่ทำไมข่าวอย่างนี้เพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. และในวันนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ยืนยันข่าวนี้ว่าเป็นความจริง ไม่ใช่ข่าวโคมลอย มีส่วนช่วยดันให้ราคาหุ้นบริษัท ไทยคม ขึ้นไปถึง 30% และต่อเนื่องถึงวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา

แต่คำถามคือว่า การซื้อดาวเทียมคืนจากเทมาเซกในฐานะผู้ถือหุ้นเกือบทั้งหมดของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ซึ่งถือหุ้นใหญ่กว่า 41% ในบริษัท ไทยคม มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด และราคาดาวเทียมไทยคมที่รัฐบาลให้ค่าไม่เกิน 1,000 ล้านบาทนั้น สมเหตุสมผลหรือไม่

ด้วยมูลค่าที่แท้จริงของสิ่งที่รัฐบาลต้องการได้นั้น เฉพาะมูลค่าการก่อสร้างของดาวเทียมไทยคม 2 ดวงที่เป็นเป้าหมายก็ปาเข้าไป 2 หมื่นล้านบาทแล้ว ทั้งนี้ไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) ยิงเมื่อปี 2548 มูลค่าก่อสร้าง 1.6 หมื่นล้านบาท และไทยคม 5 ที่ยิงขึ้นฟ้าปี 2549 ลงทุน 4,000 ล้านบาท

และถ้าคิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนในหุ้นไทยคม 41% ที่ชินคอร์ปลงทุนมาเนิ่นนาน ก็ลงบัญชีในงบการเงินไว้ที่ 3,613 ล้านบาทแล้ว หากเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบันตกประมาณ 3,246 ล้านบาท และต้องคูณ 2 เมื่อตีราคาตามมูลค่าทางบัญชีที่ 14 บาทต่อหุ้น ร่วม 6,312 ล้านบาท

เรื่องนี้ถ้าไม่ใช่การปล่อยข่าวเพื่อหวังสร้างราคาหุ้น ก็ตีความได้ว่ารัฐบาลจะหักคอซื้อธุรกิจดาวเทียมคืนจากเทมาเซก

“ศิริโชค โสภา” สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เลขานุการส่วนตัวนายกรัฐมนตรี ที่ร่วมเดินทางไปเจรจาซื้อไทยคมจากเทมาเซก กับ “กรณ์ จาติกวณิช” รมว.คลัง กล่าวว่า ได้เดินทางไปเจรจาเรื่องนี้ที่สิงคโปร์มาตั้งแต่กลางเดือน เม.ย. แล้ว แต่เพิ่งมีข่าวออกมา และรัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ให้ข่าวในครั้งแรก จึงไม่ถือเป็นการหาประโยชน์ส่วนตัวจากข้อมูลภายใน(อินไซเดอร์) ในการซื้อขายหุ้นไทยคม

รัฐบาลไทยมีความตั้งใจจริงในการซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากกลุ่มเทมาเซกมานานแล้ว และครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการสอบถามจากเทมาเซกโดยตรงว่าจะขายดาวเทียมไทยคมคืนให้รัฐบาลไทยได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็คือ “ไม่ติดใจที่จะขาย” ถ้าเงื่อนไขเหมาะสมทั้งเรื่องของราคาและเงื่อนไขอื่น

แต่การซื้อดาวเทียมยังมีหลายขั้นตอน และกระบวนการที่จะเกิดขึ้นก็ต้องรอความชัดเจนจากกระทรวงการคลังและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไม่ว่าจะเป็นแง่ของการลงทุนหรือข้อกฎหมาย

การเจรจาซื้อดาวเทียมไทยคมอาจดำเนินการไปพร้อมกับการฟ้องร้องเรื่องการผิดสัญญาสัมปทานตามคำสั่งศาลฎีกา ซึ่งต้องมีการตีความว่าดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมหลักหรือสำรองของไทยคม 5 เนื่องจากไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมเพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะ อีกทั้งยังให้บริการในต่างประเทศเป็นหลัก ไม่ตรงกับเงื่อนไขของสัญญาสัมปทานที่กำหนดให้ยิงดาวเทียมสำรองไทยคม 3 และไม่คืนเงินประกันไทยคม 3

“มูลค่าของดาวเทียมไม่สูงมากนักเพราะบางดวงผิดสัญญา และบางดวงก็หมดอายุไปแล้ว” เขาให้ความเห็น

ถ้าเป็นอย่างที่ สส.คนนี้ที่เรียกกันว่าเป็นวอลเปเปอร์นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ จะส่งผลให้ราคาของสินทรัพย์ดาวเทียมที่รัฐบาลต้องการซื้อ หรือหุ้นไทยคม ถูกกดลงไปในราคาเท่าที่รัฐบาลต้องการ และเทมาเซกต้องยินยอมกับมูลค่าที่ลดลง เพราะเกรงว่าจะซ้ำรอยกรณียึดสัมปทานไอทีวี เนื่องจากรัฐบาลหยิบยกข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นประเด็นต่อรองในการเจรจา

สุดท้ายแล้วคงไม่ต่างไปจากกรณีรัฐบาลยึดไอทีวีของเทมาเซกมาเป็นของรัฐ ด้วยวิธีการให้สำนักนายกรัฐมนตรีฟ้องร้องกล่าวหาผิดสัญญาสัมปทาน และเรียกร้องค่าปรับสูงถึง 9.7 หมื่นล้านบาท รวมกับค่าสัมปทานที่คงค้างรวมกันกว่าแสนล้านบาท จนทำให้ไอทีวีไม่สามารถเปิดดำเนินการต่อไปได้เนื่องมาจากต้นทุนที่สูงเกินมูลค่ากิจการ

ผิดกันตรงที่ว่า ครั้งก่อนอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร แต่ครั้งนี้เป็นการยึดด้วยวิธีการของทุนนิยมผ่านการเจรจาตามระบบสากล และกดราคาผ่านการตีความของสัญญาที่ไม่ตรงกัน

“อารักษ์ ชลธาร์นนท์” ประธานคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท ไทยคม เคยให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ว่า มั่นใจว่ากรณีของไทยคมไม่ซ้ำรอยกับไอทีวีแน่ เพราะมิเช่นนั้นเรื่องคงยาว จนถึงป่านนี้ยังไม่รู้ว่าเรื่องของไอทีวีจบลงหรือยัง

นั่นก็ตรงกับบทให้สัมภาษณ์ของ“ศิริโชค” เช่นกันว่า หากใช้วิธียึดสัมปทานเกรงว่าจะกระทบถึงความสัมพันธ์ของรัฐบาลสองประเทศ และทางเทมาเซกคงไม่ยอม ต้องตั้งทนายความมาต่อสู้ ใช้เวลานาน จึงต้องใช้สองวิธีควบคู่กัน ในสถานการณ์ที่เทมาเซกไม่ได้ต้องการธุรกิจดาวเทียม ดังเจตนารมณ์ที่เคยให้ไว้ตั้งแต่ต้นในการเข้าซื้อหุ้นชินคอร์ป เพื่อต้องการกิจการโทร.มือถือของเอไอเอสหรือแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส เท่านั้น

ส่วนการซื้อหุ้นบริษัท ไทยคม นั้นจะมีธุรกิจมือถือในลาวติดมาด้วย ซึ่งบริษัทนี้มีไทยคมถือหุ้น 50% เท่ากับรัฐบาลลาว แล้วคำถามที่ว่าซื้อดาวเทียมไทยคมมาแล้วจะให้ใครดูแล ก็ยังไม่ตกผลึก

ล่าสุด “อารักษ์” ให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้รัฐบาลไตร่ตรองให้ดี และต้องมั่นใจว่าเข้าใจถูกต้องจริงๆ หากจะซื้อในตอนนี้ ถ้าคิดตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดแล้ว ก็ต้องมีอย่างน้อย 1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ความเป็นไปได้ในการซื้อของรัฐบาลนั้นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ วิเคราะห์ว่า

หากซื้อเฉพาะดาวเทียม มูลค่าทางบัญชีของธุรกิจส่วนนี้อยู่ที่ 1.17 หมื่นล้านบาท หรือหุ้นละ 10.70 บาท เพราะไอพีสตาร์ยังขาดทุนอยู่ทำให้ราคาซื้อขายมีแนวโน้มต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ที่ส่วนต่างนี้ไทยคมต้องบันทึกเป็นผลขาดทุนที่จะส่งผลลบต่อหุ้นไทยคม แต่มีข้อดีคือ รัฐวิสาหกิจที่เข้าซื้อจะสามารถบันทึกส่วนต่างดังกล่าวเป็นกำไรเนื่องจากซื้อได้ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี

หากเลือกวิธีนี้รัฐต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 0.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชี หรือ 5,847 ล้านบาท

ด้าน บล.บัวหลวง คำนวณมูลค่าทางบัญชีสุทธิ (หลังหักมูลหนี้) สำหรับดาวเทียมทั้งสองดวง ได้แก่ ไอพีสตาร์ และไทยคม 5 ได้ที่ 8,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7.30 บาทต่อหุ้น โดยคำนวณมาจากมูลค่าตามบัญชีสำหรับดาวเทียมทั้งสองดวงที่ 1.5 หมื่นล้านบาท (ณ สิ้นเดือนมิ.ย.) หักออกด้วยมูลหนี้ของดาวเทียมทั้งสอง ดวงที่ 7,000 ล้านบาท

ดังนั้น ราคาที่รัฐบาลตั้งใจจะซื้อเฉพาะดาวเทียมที่ 1,000 ล้านบาท ดูเหมือนจะต่ำเกินความเป็นจริง และต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของดาวเทียมทั้งสองมากถึง 70%

“เราเชื่อว่าเทมาเซกมีแนวโน้มที่จะขายหุ้นไทยคมทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะส่วนของธุรกิจดาวเทียม เนื่องจากเทมาเซกต้องการเพียงแค่เอไอเอสอย่างเดียวสำหรับการเข้าซื้อหุ้นชินคอร์ปในปี 2549”

ถ้าหากเป็นในกรณีหลัง ได้แก่ เทมาเซกขายหุ้นไทยคมทั้งหมด ประเมินว่ารัฐบาลอาจต้องใช้เงินจำนวน 3,6004,500 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นไทยคมกลับมา ภายใต้สมมติฐานราคาซื้อขายในช่วง 810 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่คิดเป็นส่วนลดเท่ากับ 2035% จากมูลค่าส่วนลดกระแสเงินสด (DCF) ที่ประเมินได้ที่ 12.35 บาท และคิดเป็นส่วนลดที่มากถึง 3043% จากมูลค่าทางบัญชี ณ สิ้นเดือน มี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 14.10 บาท

ทั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงสำคัญสำหรับหุ้นไทยคมที่นักลงทุนพึงระวังคือ ความไม่แน่นอนในการเจรจา ข้อพิพาทความถูกต้องของการส่งดาวเทียมไอพีสตาร์และอื่นๆ ที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ทำให้รัฐบาลยากที่จะรีบเข้าซื้อหุ้น เพราะมีความเสี่ยงจากคดี และกระแสตอบรับหรือต่อต้านจากสังคมที่อาจไม่เห็นด้วยกับการซื้อคืน

แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับขึ้นแรงจากข่าวซื้อคืนไทยคม แต่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทยังไม่เปลี่ยนแปลง...ดังนั้นนักลงทุนควรระมัดระวังกับความเสี่ยงข้างต้นด้วย ในการซื้อขายหุ้นนี้...

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69