
ระเบิดการเมือง จุดชนวนเผชิญหน้า
อานุภาพของ “ไปป์บอมบ์” กลางกรุงที่เกิดขึ้นแบบท้าทาย “กฎอัยการศึก” เมื่อค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
อานุภาพของ “ไปป์บอมบ์” กลางกรุงที่เกิดขึ้นแบบท้าทาย “กฎอัยการศึก” เมื่อค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ได้แค่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินบริเวณพื้นที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเท่านั้น แต่กลับยังส่งผลสั่นคลอนความสงบในสังคม
“อาฟเตอร์ช็อก” ที่เกิดขึ้นหลังเหตุระเบิดปลุกให้ความขัดแย้งในสังคมกลับมาคุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง แถมยังเติมเชื้อความรุนแรงที่สุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างคู่ขัดแย้ง
สัญญาณแตกหักเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ออกมาโยนให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการหาตัวคนผิดมาลงโทษ พร้อมย้ำว่าต้องหามือวางระเบิดให้ได้
แน่นอนว่า “ระเบิดการเมือง” ที่เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่รัฐประหาร 22 พ.ค. ถือเป็นการ “ลูบคม” พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้
รวมทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดในแง่การข่าว มาตรการรักษาความปลอดภัย โดยไม่ว่าต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง เชื่อมโยงไปถึงใคร คงต้องรอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการหาข้อสรุป
ประเด็นน่าสนใจอยู่ตรงที่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งพุ่งเป้าเพ่งเล็งมายังฝั่งที่ออกมาเคลืื่อนไหวพูดจาใช้ความรุนแรง ต่อต้านการปฏิบัติงานของรัฐบาล
“หลักฐานอยู่ตามกล้อง ขอให้ใจเย็นๆ เวลาเจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนก็ต้องให้เวลา และเป็นความลับ ถ้าไปกระโตกกระตากเดี๋ยวคนร้ายก็จะเกิดการแตกตื่น”
หากจำได้ก่อนหน้านี้ในช่วงพิจารณาถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเห็นว่าบรรดากองเชียร์และพรรคพวกออกมาส่งสัญญาณขู่หากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอนจะนำไปสู่ความแตกแยก รุนแรง
ไม่แปลกที่ช่วงเวลาไล่เลี่ยหลังการถอดถอนแล้วเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง เป้าหมายที่จะถูกเพ่งเล็งอันดับแรกๆ จึงหนีไม่พ้นกลุ่มคนที่เคยออกมาข่มขู่
สอดรับกับท่าทีของ บิ๊กโชย-พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ที่ตั้งข้อสังเกตถึงกลุ่มผู้ต้องสงสัยว่าจับตาไปยังคนที่พูดในลักษณะท้าทายที่จะสร้างสถานการณ์ความรุนแรง แล้วสถานการณ์ก็เกิดขึ้นจริงตามที่พูดไว้
แถมตอบกลับแบบดุเดือดว่าจะปรับแผนในการเชิญตัวกลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งอาจจะไปพูดคุยแบบประชิดถึงบ้านพักอาศัย หรืออาจจะใช้สถานที่ที่มีความเหมาะสม ไม่ใช่เชิญมาปรับทัศนคติในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 เหมือนที่ผ่านมา
“การที่รัฐบาลและ คสช.ดำเนินการอยู่ทุกวันนี้ เพราะต้องการแก้ไขปัญหาประเทศชาติทั้งระบบ ไม่ได้มาไล่ล่าแก้แค้นใคร ทุกวันนี้แม้ว่าผมจะรับผิดชอบ กกล.รส. แต่ผมก็ยังคงทำงานด้านความปรองดองที่เคยทำงานก่อนหน้านี้ด้วย”
ส่วนอีกด้านหนึ่ง จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมาตอบโต้ประเด็นระเบิดที่เกิดขึ้นว่าเชื่อมโยงกับเรื่องกฎอัยการศึก และเลยไปไกลถึงขั้นมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557
“เมื่อต้องการจะเลี่ยงคำว่า ‘กฎอัยการศึก’ แล้วไปใช้ยาที่แรงกว่าแล้วสะท้อนถึงการยึดอำนาจ คือ มาตรา 44 นั้น ทำให้คนนึกถึงบรรยากาศสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี”
ศึกวิวาทะระหว่างสองฝั่งที่เริ่มดุเดือดขึ้นหลังระเบิดป่วนเมืองรอบนี้ สะท้อนให้เห็นเค้าลางความรุนแรงที่กำลังก่อตัว
ต่างจากสภาพก่อนหน้านี้ในช่วงหลังรัฐประหารใหม่ๆ ที่ทุกอย่างถูกควบคุมไว้ภายใต้กฎอัยการศึก แต่เมื่อเวลานี้กฎอัยการศึกอาจประกาศใช้มานานจนเริ่ม “ดื้อยา” จนเริ่มได้ยินเสียงระเบิดเสียงวิิพากษ์วิจารณ์รุนแรงขึ้น
สุดท้ายหากบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความขัดแย้งย่อมง่ายต่อการเปิดช่องให้ฝ่ายที่ต้องการสร้างสถานการณ์ฉวยโอกาสเข้ามาผสมโรง และจะยิ่งส่งผลให้ความขัดแย้งบานปลายจนยากต่อการควบคุม
สถานการณ์เวลานี้จึงเปราะบาง ที่นอกจากจะต้องเร่งหาคนผิดมาลงโทษสกัดเหตุป่วนไม่ให้เกิดซ้ำเดิมแล้วยังต้องลดอุณหภูมิคุมความขัดแย้ง







