
วิธีทุจริตจัดซื้อของรัฐวิสาหกิจ
โดย...ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
โดย...ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
ในช่วงเวลานี้ที่ประเทศไทยกำลังเน้นเรื่องการปฏิรูป เพื่อการบริหารประเทศที่โปร่งใสและป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น มีเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดซื้อของรัฐวิสาหกิจที่ควรจะมีการแก้ไขปรับปรุง
รัฐวิสาหกิจในไทยนั้นมีการจัดตั้งขึ้นเป็นจำนวนมาก บางกรณีก็เป็นเรื่องเฉพาะกิจที่มีความจำเป็นในช่วงเวลาที่มีการจัดตั้งนั้น แต่ภายหลังเศรษฐกิจทั้งของประเทศไทยและของโลกได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ความจำเป็นที่จะมีรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ลดลง
นอกจากนี้ กิจกรรมที่รัฐวิสาหกิจบางแห่งดำเนินการนั้น เดิมอาจจะเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนไม่พร้อม อาจจะขาดความรู้ความชำนาญ หรืออาจจะขาดแรงจูงใจเพราะอัตรากำไรต่ำ หรือเป็นกิจกรรมที่ผูกขาดจึงไม่ควรเปิดให้เป็นหน้าที่ของเอกชน แต่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลาในวันนี้ ภาคเอกชนมีความรู้ความชำนาญอย่างกว้างขวาง จึงถึงเวลาที่สมควรจะเปิดให้มีการแข่งขัน ยกเลิกการผูกขาดเสียที
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไม่มีกระบวนการที่บังคับให้มีการทบทวนและประเมินเรื่องต่างๆ เหล่านี้เป็นระยะๆ จึงควรเป็นหัวข้อหนึ่งในการปฏิรูปประเทศครั้งนี้
ในสภาพที่รัฐวิสาหกิจของไทยยังมีขอบข่ายธุรกิจที่กว้างขวางอย่างมากนี้ มีประเด็นหนึ่งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างที่รัฐบาลนี้ควรจะให้ความสนใจ เนื่องจากรัฐวิสาหกิจมีการซื้อและจ้างเป็นเงินจำนวนมากทุกปี การจัดซื้อดังกล่าวจึงเป็นแหล่งดึงดูดความสนใจของนักการเมือง เอกชน และข้าราชการที่ต้องการหาประโยชน์ และที่ผ่านมาพรรคการเมืองต่างๆ ที่เข้ามาสู่อำนาจก็จะแต่งตั้งพรรคพวกของตัวเข้าเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจโดยเร็วที่สุด บางกรณีก็เพื่อเปิดช่องให้มีการผ่องถ่ายผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจมาเป็นประโยชน์ของพรรคพวกของกลุ่มตน
ถามว่าควรปรับปรุงการจัดซื้ออย่างไร
หนึ่ง ควรบังคับให้ขั้นตอนการจัดซื้อมีความโปร่งใส ในลักษณะเดียวกับที่ควรบังคับสำหรับการจัดซื้อของระบบราชการ
การจัดซื้อของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง สำหรับรายการสินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าเกินกว่าระดับหนึ่ง ควรจะประกาศความต้องการล่วงหน้าทุก 3 เดือน โดยแสดงแผนการสำหรับสินค้าหลักแต่ละชนิด ประกาศในเว็บไซต์ทั้งของรัฐวิสาหกิจนั้นเองและเว็บไซต์ของสำนักรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลัง และเมื่อมีการจัดซื้อเกิดขึ้นจริงแต่ละครั้งก็ควรกำหนดให้ใช้วิธีประมูล โดยมีการประกาศรายชื่อผู้ที่เสนอราคาเรียงตามลำดับสูงต่ำ และชื่อของผู้ที่ได้รับการคัดเลือกพร้อมราคาทุกไตรมาส ควรกำหนดให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งประกาศรายชื่อผู้ที่ชนะการประมูล พร้อมทั้งปริมาณการซื้อจากแต่ละรายในไตรมาสนั้น ทั้งหมดนี้ควรให้ประกาศในเว็บไซต์ทั้งของรัฐวิสาหกิจนั้นเองและเว็บไซต์ของสำนักรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังเช่นกัน
การบังคับโปร่งใสอย่างนี้ควรดำเนินการทั้งกรณีที่รัฐวิสาหกิจจัดซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อตนเอง และกรณีที่รัฐวิสาหกิจจัดซื้อเพื่อบุคคลอื่น เช่น เพื่อกองทุนน้ำมันฯ เป็นต้น เพื่อขจัดข้อกังวลว่าอาจจะมีขบวนการหาประโยชน์จากการอุดหนุนผ่านรัฐวิสาหกิจหรือไม่
สอง ควรกำหนดให้คณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจต้องมีหน้าที่วิเคราะห์การจัดซื้อเป็นประจำ
โดยวิธีให้คณะกรรมการต้องทำหน้าที่รับทราบรายชื่อผู้ที่ชนะการประมูล พร้อมทั้งปริมาณการซื้อจากแต่ละรายในไตรมาสเป็นประจำ เพื่อพิจารณาวิเคราะห์เบื้องต้นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการจัดซื้อที่ไม่ตรงไปตรงมาหรือไม่ โดยถือเป็นหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ และควรให้มีหน้าที่ทั้งกรณีการจัดซื้อเพื่อรัฐวิสาหกิจนั้นเอง และการจัดซื้อเพื่อองค์กรอื่นของรัฐ
สาม ควรให้ระงับการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อทำธุรกิจให้หมด เว้นแต่ที่จำเป็นจริงๆ
เนื่องจากรัฐบาลไม่ควรจะเข้าไปทำธุรกิจที่เอกชนสามารถดำเนินการได้ เพราะจะเป็นการแข่งขันกับประชาชน การทำธุรกิจของรัฐวิสาหกิจจึงควรจำกัดขอบเขตให้แคบ แต่ในบางรัฐบาลที่ผ่านมาได้มีการเห็นชอบให้รัฐวิสาหกิจบางแห่งจัดตั้งบริษัทลูกอย่างฟุ่มเฟือย ทำให้รัฐวิสาหกิจขยายวงเข้าไปทำธุรกิจต่างๆ ที่กว้างขวางกว่าวัตถุประสงค์เดิม
กรณีที่รัฐวิสาหกิจจำเป็นจะต้องดำเนินการโดยใช้วิธีการตั้งบริษัทลูกนั้น ควรจะอนุญาตให้มีได้ ก็เฉพาะ (ก) กรณีที่เป็นการขยายกิจกรรมตามแนวทางแคบที่รัฐวิสาหกิจนั้นดำเนินการอยู่แล้ว และเป็นไปตามขอบเขตของวัตถุประสงค์เดิมเท่านั้น (ข) รัฐวิสาหกิจจำเป็นจะต้องทำกิจกรรมนั้นด้วยตัวเอง ไม่สามารถซื้อจากบุคคลที่สามได้ และ (ค) รัฐวิสาหกิจนั้นไม่สามารถจะทำกิจกรรมดังกล่าวได้ภายในองค์กรของรัฐวิสาหกิจ จำเป็นต้องตั้งเป็นบริษัทลูกหรือบริษัทร่วมทุน
การอนุญาตจึงควรจะให้เฉพาะถ้าเข้าหลักเกณฑ์ทั้งสามข้อข้างต้น และควรกำหนดให้ต้องยื่นขอความเห็นชอบพร้อมเหตุผลความจำเป็นต่อสำนักรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง เสียก่อนด้วย
ทั้งนี้ การขยายขอบเขตธุรกิจของรัฐวิสาหกิจไม่ควรกินแดนธุรกิจเอกชนโดยไม่จำเป็น
โดยเฉพาะกรณีที่รัฐวิสาหกิจบางแห่งจะมีการจัดตั้งบริษัทลูกที่จะเป็นผู้ขายอุปกรณ์ หรือขายบริการให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้น และบริษัทลูกดังกล่าวรัฐวิสาหกิจก็จะถือหุ้นเพียงร้อยละ 25 เพื่อเป็นการเลี่ยงไม่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนปกติ แต่ในเวลาเดียวกัน มีการเปิดให้เอกชนบางรายเข้ามาร่วมถือหุ้นในบริษัทลูกเหล่านี้ เพราะหากทำดังนั้นก็จะเท่ากับเป็นการปิดกั้นให้รัฐวิสาหกิจ จะต้องซื้ออุปกรณ์เฉพาะจากบริษัทลูกเท่านั้น บุคคลภายนอกจะไม่สามารถแทรกเข้ามาแข่งขันได้
ดังนั้น กรณีการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อไปทำธุรกิจต่างๆ เพื่อนำมาขายหรือให้บริการแก่รัฐวิสาหกิจนั้น โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทลูกดังกล่าว รัฐวิสาหกิจถือหุ้นแต่เพียงเล็กน้อย แต่มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมถือหุ้นด้วยนั้น ควรห้ามและบังคับให้ยกเลิกทุกกรณี เว้นแต่มีความจำเป็นยิ่งยวดตามที่สำนักรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง เห็นชอบด้วยเท่านั้น







