posttoday
การเงินโลกป่วนบีบจีนออกมาตรการผ่อนคลาย

การเงินโลกป่วนบีบจีนออกมาตรการผ่อนคลาย

03 กุมภาพันธ์ 2558

โดย....ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย....ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ความ เคลื่อนไหวในตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในภาวะผันผวนอย่างหนักและไม่สามารถจับทิศทางได้อย่างแน่ชัด หลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล (คิวอี) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีวงเงินสูงถึง 1.14 ล้านยูโร แบ่งเป็นการอัดฉีดเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร อย่างต่อเนื่องไปจนถึงเดือน ก.ย. 2016 

บรรดาธนาคารกลางทั่วโลกที่ตัดสินใจใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อปกป้องตลาดการเงินภายในประเทศ ตั้งแต่ธนาคารในซีกโลกตะวันออกอย่าง ธนาคารกลางสิงคโปร์ ที่ออกมาผ่อนคลายกรอบอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินเหรียญสิงคโปร์อย่างกะทันหัน และก่อนหน้านั้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ธนาคารกลางอินเดียก็ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างที่ไม่มีการเตือนล่วงหน้า

ขณะที่ธนาคารกลางในซีกโลกตะวันตกต้องปรับตามกระแสคิวอีเช่นกัน ทั้งธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกาศเลิกตรึงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินฟรังก์สวิสกับเงินยูโร และธนาคารกลางแคนาดาที่ออกมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แล้วยังมีการคาดการณ์อีกว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังถูกกดดันจากคิวอียุโรปไม่ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามแผนเดิมที่วางไว้

จนถึงขณะนี้มีธนาคารกลางทั่วโลกต้องยอมผ่อนคลายมาตรการทางการเงินตามอีซีบีแล้วถึง 12 แห่ง ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารกลางแห่งประเทศจีน (พีบีโอซี) องค์กรหลักที่มีหน้าที่ดูแลตลาดการเงินให้แก่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินของจีนยังไม่เป็นรูปธรรมและขาดความต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัด โดยนโยบายส่วนใหญ่จะอยู่ในลักษณะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเงียบๆ ผ่านธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่เคยที่จะเข้าไปกระตุ้นสินทรัพย์ประเภทใดอย่างเฉพาะเจาะจง

ทั้งนี้ แม้ว่าจีนจะอยู่ในฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชีย แต่ก็ต้องยอมรับว่าอิทธิพลของพีบีโอซีต่อทิศทางการเงินโลกนับว่ายังอ่อนมาก หากเทียบกับอิทธิพลทางการเงินของธนาคารกลางของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ในช่วงรอบปีที่ผ่านมา

ที่เป็นเช่นนี้เพราะนโยบายรัฐบาลกรุงปักกิ่งลั่นวาจาว่าจะลดการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อจำกัดขนาดหนี้เอกชนและหนี้รัฐบาลท้องถิ่นจีน ฉะนั้น หากพีบีโอซีตัดสินใจ “ปลดมาตรการรัดเข็มขัด” ก็จะเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง

ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ 22 ราย ซึ่งจัดทำโดยบลูมเบิร์ก โดยมีคำถามว่า “นักเศรษฐศาสตร์คิดว่าจีนจะขยายกรอบอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนให้มากกว่า 2% หรือไม่?” มี 14 รายที่เชื่อว่าจีนจะไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้  ถึงแม้ว่าผลกระทบจากการใช้คิวอีของทางฝั่งยุโรปก็สร้างความผันผวนให้กับค่าเงินหยวนเป็นอย่างมาก โดยค่าเงินหยวนอยู่ในทิศทางอ่อนค่าลงถึง 0.43% เมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 26 ม.ค. เนื่องจากการใช้คิวอีและสภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกระตุ้นให้นักลงทุนหันไปเก็งกำไรในตลาดเมืองลุงแซมมากขึ้น แต่พีบีโอซีก็ยังคงเก็บตัวเงียบ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่พากันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “อีกไม่ช้าธนาคารกลางแดนมังกรต้องหาทางผ่อนคลายนโยบายทางการเงินตามธนาคารทั่วโลกอย่างแน่นอน”

เหตุเพราะนอกจากจะเผชิญกับภาวะกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนจากธนาคารกลางอย่างน้อย 12 แห่งแล้ว ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ได้รับการเปิดเผยล่าสุดยังฉายภาพให้เห็นว่า เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวเกินกว่าภาวะ “ซอฟต์แลนดิ้ง” แล้ว

โดยอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของจีนเมื่อปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 7.4% และถ้ามองในภาพเล็กลงมาในไตรมาส 4 ก็จะอยู่ที่ 7.3% เท่านั้น 

กอปรกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังถลำเข้าสู่ภาวะเงินฝืดก็อาจกำลังฉุดให้เศรษฐกิจจีนเสี่ยงที่จะดิ่งลงสู่ภาวะเงินฝืดด้วยเช่นกัน หากพีบีโอซีไม่ได้เตรียมรับมือกับภาวะดังกล่าว

ในปัจจุบัน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิต ซึ่งจัดทำโดยรัฐบาลปรับตัวลดลงอยู่ที่ 49.8 จุด เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ลดลงจาก 50.1 จุด เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าภาคการผลิตจีนอ่อนแอลง เนื่องจากผลกระทบของความซบเซาทางเศรษฐกิจทั่วโลก

ขณะที่ดัชนีพีเอ็มไอสำหรับอุตสาหกรรมนอกภาคผลิตในเดือนเดียวกันก็ปรับลดลงมาอยู่ที่ 53.7 จุด ลดลงจากเดิมที่ 54.1 ในเดือนก่อนหน้า นับเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าตลาดบริโภคภายในของจีนยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเข้ามาทดแทนการส่งออกได้

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่ทั่วโลกอาจได้เห็นนโยบายผ่อนคลายทางการเงินชุดใหญ่จากจีนในเร็วๆ นี้ เนื่องจากแรงกดดันจากสถานการณ์การเงินโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศได้

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็จะพบว่า ในความจริงธนาคารกลางแดนมังกรกำลังมีทิศทางนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น สวนทางกับกระแสรัดเข็มขัดของรัฐบาลจีนอย่างเห็นได้ชัด เริ่มตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ที่พีบีโอซีตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี จนล่าสุดพีบีโอซีประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจีนอัดฉีดเม็ดเงินผ่านธนาคารพาณิชย์ เพียงแต่ธนาคารกลางแห่งนี้ยังไม่เคยปล่อยกระสุนชุดใหญ่เท่านั้น ด้านนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเอเอ็นแซด คาดว่า มาตรการต่อไปที่พีบีโอซีน่าจะงัดออกมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจคือ การปรับลดเงินทุนสำรองการปล่อยสินเชื่อสำหรับธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) ลงอีก 0.50% และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงอีก 0.25% ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ 

สอดรับกับนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายสำนัก ทั้ง จางจี้เหว่ย จากธนาคารดอยช์แบงก์ในฮ่องกง และหลู่ติงจากธนาคารแห่งอเมริกา ที่ระบุตรงกันว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอจะทำให้จีนต้องออกมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติม

ความเคลื่อนไหวของพีบีโอซีจึงถือเป็นประเด็นที่คลาดสายตาไม่ได้ทีเดียว เพราะจีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของทั้งโลก ฉะนั้น ทุกความเคลื่อนไหวทางการเงินของจีนจะสร้างแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่แก่ทั้งโลกอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน