
กระทุ้งญี่ปุ่นเร่งลงทุนไทย
กกร.ดึงเอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนไทย มุ่งกลุ่มอาหาร พลังงาน เครื่องจักร หนุนตั้งสำนักงานภูมิภาค
กกร.ดึงเอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนไทย มุ่งกลุ่มอาหาร พลังงาน เครื่องจักร หนุนตั้งสำนักงานภูมิภาค
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การประชุม Thailand-Japan Joint Trade and Economic Committee ครั้งที่ 23 กับสมาพันธ์ธุรกิจแห่งประเทศญี่ปุ่น และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ส.อ.ท. ได้ให้ตัวแทนกลุ่มต่างๆ ชักจูงชาวญี่ปุ่นให้เข้ามาร่วมลงทุนกับเอสเอ็มอีไทย พร้อมรายงานโครงสร้างเอสเอ็มอีไทยให้ญี่ปุ่นรับทราบ โดยจะเน้นส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน และเครื่องจักร
ขณะที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะหารือเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือเทรดดิ้งเนชั่นของรัฐบาล ที่จะสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาตั้งอินเตอร์เนชั่นแนล เฮดควอเตอร์ หรือสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย เนื่องจากรัฐบาลได้เพิ่มสิทธิพิเศษด้วยการเก็บภาษีต่ำกว่าสิงคโปร์ ในอัตราเพียงร้อยละ 15 ขณะที่สิงคโปร์เก็บร้อยละ 17 อีกทั้งไทยยังมีชัยภูมิที่ดีกว่าในการเป็นศูนย์กลางอาเซียน และสมาคมธนาคารไทยจะหารือถึงระบบการเงินของธนาคารไทยที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในด้านใดบ้าง
ทั้งนี้ มูลค่าทางการค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่นในปี 2557 อยู่ที่ประมาณ 57,531 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออกไปญี่ปุ่น 21,820 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น 35,710 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ด้านการลงทุนในปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุดด้วยยอดการขอรับส่งเสริมการลงทุน 672 โครงการ มูลค่า 293,334 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 54 ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมดจากต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นมีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางรางร่วมกัน เบื้องต้นอยู่ระหว่างการหารือแผนก่อสร้างรถไฟขนาดรางปกติ 1.435 เมตร เส้นทางเชื่อมระหว่างภาคตะวันออกไปยังตะวันตกของไทย จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่พม่า ซึ่งญี่ปุ่นสนใจให้ความร่วมมือพัฒนาเส้นทางรถไฟดังกล่าว แต่ยังต้องศึกษารายละเอียดให้ชัดเจนก่อนสรุปรูปแบบการลงทุนอีกครั้ง
สำหรับกรณีที่รัสเซียตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือร้อยละ 3 มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทยและรัสเซียมากนัก เนื่องจากมีมูลค่าการค้าระหว่างกันไม่มาก และแม้ภาคเอกชนจะกังวลเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียที่จะเข้ามาไทยลดลง แต่ยืนยันว่าจำนวนนักท่องเที่ยวยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากยอดนักท่องเที่ยวรัสเซียเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาแตะ 2.8 ล้านคน จากช่วงก่อนหน้านี้อยู่ที่ 2.3 ล้านคน
พร้อมกันนี้ ยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 4 จากเป้าหมายการส่งออกที่น่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 4 ตามที่คาดการณ์ไว้ แม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าจากนักลงทุนต่างชาติที่นำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังมีมาตรการรับมือเม็ดเงินไหลเข้าที่ดี







