
Integrity Pact กับการป้องการทุจริต การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ
โดย...กิตติเดช ฉันทังกูล
โดย...กิตติเดช ฉันทังกูล
ฉบับที่แล้ว ผมนำเสนอหลักการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นก็คือ หลักความโปร่งใส (Transparent) ตรวจสอบได้ (Accountability) โดยนำเสนอให้เห็นถึงวิธีการของชาวโลกที่เขาใช้กันมาตั้งแต่ปี 2533 และมีประเทศทั่วโลกนำไปใช้แล้วมากกว่า 15 ประเทศ นั่นคือ Integrity Pact (IP) แปลเป็นไทยว่า ข้อตกลงคุณธรรม ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีพันธะผูกพันตามกฎหมายระหว่าง 2 ฝ่าย คือ ผู้ว่าจ้าง (รัฐ) กับผู้รับจ้าง (เอกชน) ว่าการเข้าร่วมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะไม่มีการเรียกรับ หรือเสนอจ่ายสินบนระหว่างทั้งสองฝ่าย
คู่สัญญาทั้งรัฐและเอกชนที่เข้าร่วมประมูลงานต้องลงนามในข้อตกลงคุณธรรม โดยยอมรับกลไกการเปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบ และบทลงโทษในกรณีที่ภาคเอกชนฝ่าฝืนข้อตกลง โดยมีผู้สังเกตการณ์เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันการทุจริต ติดสินบน
หน้าที่สำคัญของผู้สังเกตการณ์อีกข้อก็คือ การแจ้งสัญญาณเตือน (Red Flag Warning) กรณีที่มีการกระทำต้องสงสัยที่อาจนำไปสู่การทุจริตติดสินบนได้ ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีการศึกษารวบรวมประสบการณ์จากหลายๆ โครงการที่ทำให้มีความน่าเชื่อสูงว่าเป็นลักษณะของพฤติกรรมในขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างที่อาจนำไปสู่การจงใจทุจริตได้ เช่น การขอปรับแก้สัญญาภายหลังจากที่ได้บริษัทที่ชนะการประมูลแล้ว การจงใจถ่วงเวลาหรือไม่เปิดเผยข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจ การปกปิดหลักฐานการเบิกจ่ายรับเงิน เป็นต้น
ทั้งนี้ เมื่อพบการกระทำที่ฝ่าฝืนจุดเสี่ยงเหล่านี้ผู้สังเกตการณ์มีสิทธิที่จะแจ้งให้ผู้บริหารหน่วยงานรัฐทราบและดำเนินการแก้ไขตามกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัด หากไม่บรรลุผลก็สามารถส่งเรื่องไปยังผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐบาลตัดสินใจว่าจะสั่งระงับโครงการเพื่อตรวจสอบต่อไป หรือจะปล่อยให้เดินหน้าไปแล้วค่อยเอาผิดตามหลัง ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของข้อมูลหลักฐาน
ผู้สังเกตการณ์มีหน้าที่เพียงตรวจสอบข้อมูลและชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเกิดทุจริตให้ผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจรับทราบในทุกขั้นตอน รวมทั้งมีสิทธิที่จะส่งเรื่องไปยังหน่วยงานอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตและรายงานให้ประชาชนรับทราบผ่านสื่อสาธารณะทันที
ส่วนที่มาของผู้สังเกตการณ์นั้น ก็ต้องมาจากองค์กรภาคประชาสังคมเป็นหลัก โดยจะต้องหาคนที่ไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา
คัดเลือกบุคคล จากนั้นจึงค่อยมาว่ากันถึงเรื่องความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน เช่น ด้านวิศวกรรม บัญชี การเงิน กฎหมาย และผู้มาทำหน้าที่สังเกตการณ์ก็ต้องมีเวลาและได้รับการสนับสนุนทรัพยากรสำหรับปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เช่น งบประมาณ ทีมงาน เป็นต้น ซึ่งในหลายประเทศก็มีการตั้งงบประมาณเป็นสัดส่วนร้อยละ 1 หรือ 2 ของมูลค่าโครงการ เพื่อใช้เป็นงบให้ผู้สังเกตการณ์และการตรวจสอบต่างๆ ซึ่งเมื่อเทียบกับสัดส่วนการโกงและผลตอบแทนการลงทุนแล้วนับว่าคุ้มค่ามาก
อย่างไรก็ตาม IP ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษที่ปราศจากข้อบกพร่อง แต่เป็นเครื่องมือที่ยังต้องร่วมกันพัฒนาต่อไป นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่ที่ปัจจัยภาวะผู้นำทางการเมืองว่ามีความเอาจริงเอาจังแค่ไหน หรือมอง IP เป็นแค่เครื่องมือแต่งตัว ตรายางรับรองความโปร่งใส แต่ยังโกงกันเหมือนเดิม ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนที่มาเป็นผู้นำรัฐบาล
ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้กำหนดให้มีการนำ IP มาทดลองใช้ในโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี และโครงการจัดหาผู้เดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย โดยจะนำหลักการของ IP มาปรับใช้ในทุกขั้นตอนของโครงการที่ดำเนินไปแล้วบางส่วน ซึ่งถ้า 2 โครงการนี้ประสบผลสำเร็จดังที่ควรจะเป็นแล้ว แนวปฏิบัติที่ดีนี้ก็จะถูกนำมาปรับใช้กับโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของรัฐต่อไป
ประกอบกับในอนาคตอันใกล้นี้ ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างก็จะนำหลักการ IP ไปบรรจุไว้เป็นหลักการและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น IP ก็จะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นปัญหาที่พบได้ในทุกประเทศทั่วโลก ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะของสังคมใดสังคมหนึ่ง การนำเอาวิธีการป้องกันที่ผ่านการลองผิดลองถูกมาปรับใช้กับการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นในสังคมไทย จึงนับเป็นวิธีการที่จะช่วยรัฐบาลไทยและผู้ที่เกี่ยวข้องได้มาก โดยไม่ต้องมาเริ่มต้นถกเถียงหาวิธีการแบบไทยๆ ที่นับวันมีแต่จะหายาก (เพราะทั่วโลกเขาคิดเขาทำไปก่อนหมดแล้ว) เพียงแค่เปิดใจเรียนรู้ ละอัตตาทิฐิในทางผิด ท่านก็จะเห็นว่าอะไรที่เขาใช้แล้วดีก็นำมาปรับใช้กับเราได้ แล้วประเทศไทยของเราก็จะได้เดินหน้าต่อได้สักที







