posttoday
ตั้งกจต.คุมเลือกตั้ง ผลได้อาจไม่คุ้มเสีย

ตั้งกจต.คุมเลือกตั้ง ผลได้อาจไม่คุ้มเสีย

02 กุมภาพันธ์ 2558

การปฏิรูปองค์กรอิสระเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างหลังจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปองค์กรอิสระเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างหลังจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้วางโครงสร้างใหม่อย่างมีนัยสำคัญ สององค์กรที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดิน

คณะ กมธ.ยกร่างฯ มีความเห็นร่วมกันให้มีการควบรวมสององค์กรนี้เข้าด้วยกันและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิของประชาชน” และให้มีกรรมการจำนวน 11 คน เหตุผลของการให้รวมสององค์กรนี้ เนื่องจากต้องการให้การอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนที่ถูกเอาเปรียบจากเจ้าหน้าที่รัฐและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

แต่การปฏิรูปคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดินยังไม่น่าสนใจเท่ากับการปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

คณะ กมธ.ยกร่างฯ ดำเนินการเบื้องต้นด้วยการแยกอำนาจจัดการเลือกตั้งออกมาจาก กกต. และให้ กกต.มีอำนาจแค่การควบคุมและการสืบสวนสอบสวนเพียงอย่างเดียว

ในร่างรัฐธรรมนูญส่วนที่ 5 ว่าด้วยองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งคณะ กมธ.ยกร่างฯ พิจารณาเสร็จแล้วกำหนดให้อำนาจการจัดการเลือกตั้ง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่นผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ เป็นของ “คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง” หรือ กจต.

ทั้งนี้ กจต.จะประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่งตั้งจากข้าราชการในแต่ละหน่วยงาน หน่วยงานละ 1 คน

จากโครงสร้างของ กจต.ที่จะมาทำหน้าที่ผู้จัดการเลือกตั้งดังกล่าว เรียกได้ว่ามาจากคนในระบบราชการ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เหมือนกับการย้อนกลับไปสู่อดีตก่อนมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง แต่แตกต่างตรงที่ กจต.ไม่มีอำนาจสอบสวนคดีเลือกตั้งเหมือนกับ กกต.

การนำระบบ กจต.ที่มีที่มาจากกลไกข้าราชการนั้น ในมุมหนึ่งนับว่ามีข้อดีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะจะช่วยให้ กกต.ทุ่มสมาธิกับการสอบสวนผู้กระทำความผิดทุจริตเลือกตั้งได้อย่างเต็มที่ เพราะถึงอย่างไรเสียในทางปฏิบัติที่ผ่านมา กกต.มักจะขอความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐต่างๆ ให้ช่วยจัดการเลือกตั้งอยู่แล้ว จึงเห็นว่าการดึงอำนาจจัดการเลือกตั้งมาจาก กกต.ไม่น่าจะส่งผลเสียหายแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน การให้ กจต.เข้ามาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทน กกต. ก่อให้เกิดคำถามว่า กจต.จะปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองหรือไม่

ประเด็นนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ถกเถียงกันพอสมควร แต่ในที่สุดได้มีบทบัญญัติ กกต.มีอำนาจสอบสวนทางวินัย กจต.ได้ ประกอบกับเตรียมเขียนรัฐธรรมนูญให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในระหว่างการยุบสภาผู้แทนราษฎรและจัดเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะเป็นหลักประกันได้ว่า กจต.ที่มาจากส่วนราชการจะมีความเป็นกลางทางการเมืองได้

กระนั้น ทางปฏิบัติไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การเมืองการปกครองของประเทศมีลักษณะเป็นระบบอุปถัมภ์ แน่นอนว่าข้าราชการย่อมเกิดความเกรงใจนักการเมือง เพราะก่อนการเลือกตั้งนักการเมืองเหล่านี้คือ ผู้บังคับบัญชา มีอำนาจโยกย้ายข้าราชการในสังกัดได้

ตรงนี้เองจึงเป็นช่องว่างให้รัฐบาลเร่งรีบโยกย้ายข้าราชการที่ตัวเองไว้ใจก่อนยุบสภาผู้แทนราษฎรให้ไปทำหน้าที่ใน กจต. เพื่อปูทางให้ตัวเองกลับเข้าสู่อำนาจได้อีกครั้ง ที่สุดแล้วจะส่งผลให้ กจต.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ทัศนะของ สมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ ประธานคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมืองสภาปฏิรูปแห่งชาติ มองการมี กจต.ว่า“ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องการตั้งกจต. เนื่องจากมีที่มาเลื่อนลอยไม่ชัดเจน เพราะเกิดจากการแต่งตั้งโดยปลัดกระทรวง ซึ่งอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้ และประการสำคัญการมี กจต.อาจทำให้เปลืองงบประมาณเพิ่มขึ้นโดยไม่มีความจำเป็น”

ดังนั้น การถือกำเนิดของ กจต.จึงไม่ต่างอะไรกับเหรียญสองด้านที่กำลังจะนำไปสู่คำถามว่าเป็นการเกาถูกที่คันหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว