posttoday
เฟดกุมขมับแผนขึ้นดอกเบี้ย ‘น้ำมัน-คิวอี-เฟ้อต่ำ’ป่วน

เฟดกุมขมับแผนขึ้นดอกเบี้ย ‘น้ำมัน-คิวอี-เฟ้อต่ำ’ป่วน

29 มกราคม 2558

ยังคงมีประเด็นเศรษฐกิจโลกให้ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยคราวนี้ถึงคิวของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) จะเปิดเผยผลการประชุมระหว่างวันที่ 27-28 ม.ค. ที่ผ่านมาว่าเฟดจะมีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายซึ่งจะสร้างเซอร์ไพรส์แก่ตลาดหรือไม่

ยังคงมีประเด็นเศรษฐกิจโลกให้ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยคราวนี้ถึงคิวของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) จะเปิดเผยผลการประชุมระหว่างวันที่ 27-28 ม.ค. ที่ผ่านมาว่าเฟดจะมีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายซึ่งจะสร้างเซอร์ไพรส์แก่ตลาดหรือไม่

ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนทั่วโลกที่ตามติดสถานการณ์เฟดมาอย่างใกล้ชิด แทบทั้งหมดเห็นสอดคล้องตรงกันว่าเฟดไม่น่าจะมีการประกาศปรับเปลี่ยนแนวทางนโยบายของตน ซึ่งรวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังจัดการยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว โดยอิงจากท่าทีของเจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ที่ออกมาระบุชัดว่า เฟดสามารถอดทนรอดูสถานการณ์และจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างน้อยก็ภายในอีก 2-3 ครั้งของการประชุมเอฟโอเอ็มซี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามไม่ได้อยู่ที่ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ เพราะทั้งผู้ว่าการเฟดและคณะกรรมการเฟดต่างประสานเสียงยืนยันหนักแน่นว่าอย่างไรก็ต้องขึ้นดอกเบี้ย แต่ปัจจัยสำคัญอยู่ที่เฟดจะส่งสัญญาณให้ตลาดทั่วโลกรับทราบได้หรือยังว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด ซึ่งเป็นคำถามที่เฟดเองก็ตอบยากมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มคิดหนักมากขึ้นเช่นกัน

เหตุผลเพราะสถานการณ์ในขณะนี้ มีปัจจัยอ่อนไหวที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐได้ทุกเมื่อ

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ธ.ค. หรือแค่หนึ่งเดือนก่อน เยลเลนเรียกเสียงฮือฮาหลังการประชุมคณะกรรมการเฟดครั้งนั้นด้วยการแสดงท่าทีเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ค่อนข้างชัดเจนเป็นครั้งแรกว่ามีแนวโน้มจะพิจารณาหลังเดือน เม.ย.เป็นต้นไป ส่งผลให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ตรงกันว่าเฟดน่าจะได้ฤกษ์ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเดือน มิ.ย.ปีนี้

ทว่า หลังจากเผชิญปรากฏการณ์ “ประหลาดใจ” หรือเรื่องรับปี 2015 หลายระลอกติดๆ กันในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายจากสารพัดสำนักต่างลงความเห็นตรงกันว่า เยลเลนและเฟดคงต้องคิดหนักกับการหาเงื่อนเวลาที่เหมาะสมในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐแน่นอน

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้เฟดต้องคิดหนักประการแรกสุดก็คือภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวดิ่งลงอย่างรุนแรง โดยนับตั้งแต่การประชุมเฟดเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงไปแล้วกว่า 20% แถมยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อกลุ่มผู้ประเทศส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ประกาศคงกำลังการผลิตไว้เท่าเดิม ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองในคลังสหรัฐก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำมันในตลาดขณะนี้มีมากเกินความต้องการบริโภคของผู้บริโภคในตลาดในปัจจุบัน

ปัจจัยประการต่อมาก็คือการประกาศใช้มาตรการคิวอีของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของชาติสมาชิกผู้ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) ที่เดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร จนถึงเดือน ก.ย. 2016 โดยเป็นปริมาณที่มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า

การใช้คิวอีของอีซีบีครั้งนี้ ส่งผลให้ค่าเงินยูโรปรับตัวอ่อนค่าลงแทบจะทันทีเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักของโลกอย่างสหรัฐ จนกลายเป็นปัจจัยที่เฟดต้องพะวงอีกหนึ่งประการ เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น จะกลายเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะมีผลต่อศักยภาพในการแข่งขันของภาคเอกชนสหรัฐ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก
โดยล่าสุด รายงานผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐ รวมถึงไมโครซอฟท์ แคทเธอร์พิลลาร์ และพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พีแอนด์จี) ระบุว่า บริษัทมีรายได้ลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันและค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นยังส่งผลต่อภาวะอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เฟดค่อนข้างให้น้ำหนักความสำคัญในฐานะหนึ่งในตัวชี้วัดการขยายตัวเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด โดยที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าที่เฟดตั้งไว้ที่ 1% แม้ว่าจะมีสัญญาณบวกของการฟื้นตัวของสหรัฐบางตัว เช่น อัตราการว่างงานที่ลดลงเหลือประมาณ 5.6% ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขที่เฟดตั้งไว้เพื่อเป็นเกณฑ์วัดคุณภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจก็ตาม

พอล เดวิดสัน นักวิเคราะห์และผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจของยูเอสเอทูเดย์ ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ร่วงแรงและเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ทำให้อัตราเงินเฟ้อรายปีของสหรัฐยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยอยู่ที่ประมาณ 1% เท่านั้น ซึ่งภาวะเงินเฟ้อต่ำเช่นนี้จะกลายเป็นปัจจัยคุกคามต่อรายได้และราคาสินค้าบริการในตลาด เพราะอาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืดที่จะทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ

ขณะเดียวกัน แม้ว่าในรายงานการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2015 ของเวิลด์แบงก์และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะปรับเพิ่มการเติบโตของสหรัฐในปีนี้ ส่งผลให้เศรษฐกิจของพญาอินทรีมีแนวโน้มที่สดใส สวนทางกับความเคลื่อนไหวในภูมิภาคอื่นๆ ที่มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

กระนั้นจนถึงขณะนี้ข้อมูลตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐกลับส่งสัญญาณโตที่ไม่ชัดเจนสักเท่าไรนัก เพราะในขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเศรษฐกิจประเทศปรับตัวเพิ่มมากขึ้น จนสามารถคาดการณ์ได้ว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มจะควักเงินใช้จ่าย แต่ทว่าตัวเลขรายได้ของภาคเอกชน และยอดการสั่งซื้อสินค้าคงทน ตลอดจนราคาบ้านในกว่า 20 เมืองสหรัฐกลับปรับตัวลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์
คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า

นอกจากนี้ แม้อัตราการว่างงานจะปรับตัวลดลงอยู่ในระดับต่ำ และเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับที่เฟดตั้งไว้ แต่ตัวเลขเงินเฟ้อที่ไม่ยอมขยายตัวสักที ก็กลายเป็นปัจจัยที่เฟดไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเศรษฐกิจของสหรัฐแข็งแกร่งดี มีแรงต้านทานเพียงพอ

ไมเคิล กาเพน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล ระบุว่า ด้วยตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกันข้างต้น ท่าทีของเฟดจึงน่าจะเป็นการอดทนรอดูสถานการณ์ต่อไปอีกสักระยะ ซึ่งความเห็นนี้สอดคล้องกับนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งที่ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์ในปัจจุบัน หากเฟดตัดสินใจประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไป ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ล้มพังไม่เป็นท่าได้โดยง่าย

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะ “รอและดู” นานแค่ไหน ถ้าเงื่อนไขของเศรษฐกิจสหรัฐและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังไม่มีสัญญาณบวกที่ชัดเจน เฟดย่อมมีแนวโน้มต้องคิดหนักและคิดนาน ทำให้ทั่วโลกได้ตามลุ้นตามเก็งกันสุดตัวแน่นอน

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน