
ไทยคม-ระวังบาดมือ
กลายเป็นประเด็นร้อนทันที เมื่อรัฐบาลจุดพลุจะมีการซื้อคืนกิจการดาวเทียมไทยคม
กลายเป็นประเด็นร้อนทันที เมื่อรัฐบาลจุดพลุจะมีการซื้อคืนกิจการดาวเทียมไทยคม
ไทยคมเป็นดาวเทียมของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ เดิมทีเป็นของตระกูลชินวัตร แต่เมื่อมีการขายกิจการมือถือ ก็มีการแถมกิจการดาวเทียมเข้าไปด้วย ให้กับเทมาเซก ประเทศสิงคโปร์
หลังจากนั้น จึงมีการเปลี่ยนชื่อจากบริษัท ชินแซทเทลไลท์ มาเป็นบริษัท ไทยคม
แน่นอน ทุกคนอยากได้ดาวเทียมไทยคมคืนมา
สาเหตุเพราระดาวเทียมถือเป็นการใช้ทรัพยากรของชาติ เป็นสมบัติของคนไทย ไม่ควรจะให้ต่างชาติเข้ามายุ่งเกี่ยว
นับตั้งแต่การส่งดาวเทียมขึ้นไปอวกาศ จำเป็นต้องขอวงโคจร และวงโคจรเหล่านี้ ประเทศต่างๆ จะเป็นผู้ขอ
สำหรับดาวเทียมไทยคม ก็เป็นวงโคจรที่ขอโดยประเทศไทย เมื่อได้มาแล้วก็ยกสิทธิให้ไทยคมมีสิทธิเพียงผู้เดียวในการใช้วงโคจรดังกล่าว
เมื่อมีการขายกิจการไทยคมไปให้เทมาเซกของสิงคโปร์ ก็เท่ากับว่า เทมาเซกมีสิทธิในการใช้วงโคจรดังกล่าวไปโดยปริยาย
นอกจากนั้น สิ่งที่ไม่ควรจะลืมก็คือชื่อไทยคม เป็นนามพระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อกิจการแห่งนี้ไม่ใช่คนไทยแล้ว ก็ไม่สมควรจะใช้ชื่อไทยคม
ตัวอย่างเคยเกิดขึ้นในกิจการบางแห่งที่เคยเป็นของคนไทย และเคยได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตราครุฑ และคำว่า ในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่เมื่อมีการขายกิจการเปลี่ยนมือไป ก็ต้องคืนตราครุฑ และห้ามใช้คำว่า ในพระบรมราชูปถัมภ์
กิจการดาวเทียมที่เทมาเซกครอบครองอยู่ ก็ควรจะต้องเปลี่ยนชื่อ และไม่บังควรใช้คำว่า ไทยคม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของการซื้อคืนไทยคมก็คือจะซื้อราคาเท่าใด และเงื่อนไขแบบใด
ลำพังเฉพาะกิจการดาวเทียมไทยคมขาดทุน ลุ่มๆ ดอนๆ กำไร 1 ปี แต่ขาดทุนมาอีก 3 ปีต่อเนื่อง
นอกจากนั้น สัมปทานดาวเทียมไทยคมมีอายุเหลือไม่นานนัก และการยิงดาวเทียมดวงใหม่ ก็เผชิญปัญหาข้อกฎหมายตามมามากมาย
ดังนั้น การซื้อไทยคมจะซื้อแบบใช้กลไกตลาด โดยอ้างอิงราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือซื้อแบบมีการใช้ผู้ประเมินราคาอิสระ หรือใช้กฎหมายเข้ามากำกับด้วย ฯลฯ
เอาไทยคมคืนมา จึงเป็นปฏิบัติการที่ต้องเดินหน้า
แต่ต้องขมวดปมไว้ อย่าเสียค่าโง่ให้สิงคโปร์







