posttoday
หลักการและแนวทางในการจัดทำแผนปรองดอง (ตอนที่ 2 )

หลักการและแนวทางในการจัดทำแผนปรองดอง (ตอนที่ 2 )

15 มิถุนายน 2553

 ....สุเทพ กล่ำทวี

หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกล่าวค้างกันไว้ถึงโครงสร้างของแผนปรองดอง ซึ่งประกอบไปด้วย 6 ส่วนที่สำคัญ อันได้แก่ 1) การกำหนดประเด็นต่างๆ อย่างรอบคอบและครอบคลุมให้มากที่สุดประกอบการพิจารณาในแผนปรองดองเพื่อนำไปสู่การปรองดองที่แท้จริง เช่น ประเด็นด้านความมั่นคง ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เป็นต้น 2) การกำหนดทีมหรือคณะทำงานสำหรับแผนการปรองดองโดยเฉพาะ โดยทีมหรือคณะทำงานดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการทำงานเชิงสันติ มีความเป็นกลางและได้รับการยอมรับอย่างสูงในสังคม 3) การกำหนดเป้าหมายของแผนปรองดองว่าต้องการจะได้อะไรจากแผนปรองดอง 4) การกำหนดตัวชี้วัดผล (Key Performance Indicators) จากแผนปรองดอง 5) การติดตามประเมินผลและการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และรูปแบบในการทำงานเพื่อให้แผนปรองดองไปสู่การได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และ 6) การกำหนดกรอบระยะเวลา (Timeframe) การทำงานให้ครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มจัดทำแผนปรองดองไปจนถึงจุดสิ้นสุดของแผนปรองดอง

ในสัปดาห์นี้ก็จะกล่าวถึงกระบวนการในการจัดทำแผนปรองดอง และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของแผนปรองดอง

เมื่อได้โครงสร้างแล้วก็จะเป็นส่วนที่ทีมงานในการจัดทำแผนปรองดองจะต้องกำหนดรูปแบบหรือกระบวนการในการทำงานเพื่อให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ในแต่ละประเด็นนำไปสู่การปฏิบัติ โดยหลักการแล้วกระบวนการจัดทำแผนปรองดองในหัวข้อและประเด็นต่างๆ ก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับการร่วมกันกำหนดแนวทางหรือขั้นตอนการทำงานของทีมงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น เช่น ทีมทำงานในประเด็นด้านความมั่นคงก็จะร่วมกันกำหนดกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเป็นหลัก ทีมงานที่ทำงานด้านการเมืองก็จะให้ความสำคัญกับกระบวนการและขั้นตอนการทำงานด้านการเมือง เป็นต้น

ความสัมฤทธิผลของแผนปรองดองจะประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลว มักจะขึ้นอยู่กับความมีประสิทธิภาพในการกำหนดโครงสร้างและกระบวนการในการทำงาน ถ้าโครงสร้างการทำงานมีความชัดเจน ครอบคุลม และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมมากเท่าใด และมีกระบวนการทำงานที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนมาก และมีการแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบกันอย่างชัดเจนมากแค่ไหนภายใต้การกำหนดกรอบเวลาที่สมเหตุสมผล โอกาสที่จะเห็นผลสำเร็จของแผนปรองดองก็จะมีมากเท่านั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของแผนปรองดองก็คือ ความตั้งใจและความจริงใจจากผู้นำทางการเมือง (Political Leaders) ว่าต้องการที่จะเห็นแผนปรองดองประสบผลสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ถ้าผู้นำระดับนักการเมืองไม่ให้ความสำคัญกับแผนปรองดองอย่างจริงจัง ซึ่งมักจะวิเคราะห์ได้จากการกำหนดโครงสร้างและกระบวนการจัดทำแผนปรองดอง โอกาสที่แผนปรองดองจะสะดุดก็มีสูงเป็นอย่างยิ่ง และทำให้เกิดการเสียเวลาและทรัพยากรของชาติโดยใช่เหตุ

จากประวัติศาสตร์ความสำเร็จของการจัดทำแผนปรองดองระหว่างประเทศที่สำคัญๆ เช่น การจัดทำแผนปรองดองระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนี และการจัดทำแผนปรองดองระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะพบว่าความสำเร็จของแผนปรองดองที่กระทำระหว่างกันใน 4 ประเทศที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเกิดจากความจริงจังและจริงใจของผู้นำทางการเมือง และความร่วมมือร่วมใจจากองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร หรือที่เรียกกันว่า NGOs ทั้งสิ้น

ดังนั้น ถ้าประเทศไทยคิดจะจัดทำแผนปรองดองแห่งชาติให้บังเกิดเป็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ผู้นำทางการเมืองจะต้องเอาใจใส่ ให้ความสำคัญ และมีความจริงจังและจริงใจกับแผนปรองดองอย่างเต็มที่ ขณะที่องค์กรเอกชนทั้งที่เป็นองค์กรหวังผลกำไร และองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรจากทุกภาคส่วนของสังคม ก็จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันทำงานเพื่อเป้าหมายใหญ่ที่สุด และเป็นเป้าหมายร่วมกันนั่นก็คือ ความสมานฉันท์ในชาติไทย...

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว