posttoday
มนุษย์ในอุดมคติ

มนุษย์ในอุดมคติ

25 มกราคม 2558

บทความวันนี้เกิดจากภาพยนตร์เรื่อง An Ideal Husband ดูจบแล้วก็ให้นึกเทียบเคียงกับชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย

บทความวันนี้เกิดจากภาพยนตร์เรื่อง An Ideal Husband

ดูจบแล้วก็ให้นึกเทียบเคียงกับชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย แล้วก็พบข้อสรุปคล้ายๆ กับที่เป็นสาระหลักในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ว่า “ทุกคนล้วนมีตำหนิ ชีวิตที่ไม่มีที่ติไม่มีในโลก”

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากบทประพันธ์ของ Oscar Wilde นักประพันธ์ชื่อดังชาวไอริช ในยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. 1854-1900) กำกับการแสดงโดย Oliver Parker นำแสดงโดยสามสาวสุดยอดนักแสดง คือ Cate Blanchett, Minnie Driver และ Julianne Moore  (คนหลังนี้เพิ่งได้ลูกโลกทองคำเมื่อสักสองสัปดาห์มานี้) กับนักแสดงหนุ่มหน้าตาดีแต่ชื่ออาจจะไม่ค่อยคุ้น คือ Rupert Everett และ Jeremy Northam สร้างขึ้นในช่วงสิ้นสหัสวรรษปี  ค.ศ. 2000 นัยว่าเพื่อระลึกถึง 100 ปีที่ Oscar Wilde ได้ล่วงลับ

งานของ Wilde เลื่องชื่อในลีลาของการเย้ยหยันเสียดสี ด้วยการใช้ภาษาที่สวยงาม และปฏิภาณไหวพริบที่ลึกล้ำ ผลงานที่มีชื่อเสียง ก็เช่นนวนิยายเรื่อง The Picture of Dorian Grey และบทละครเรื่อง How Important of Being Earnest ส่วนเรื่อง An Ideal Husband ก็คือบทละครอีกเรื่องหนึ่งที่สะท้อนภาพของสังคมยุควิคตอเรียนอันมั่งคั่งและฟุ้งเฟ้อ โดยชี้ให้เห็นว่าในสังคมผู้ดีที่แสดงออกต่อสังคมว่า “มีเกียรติและสูงส่ง” ก็ยังเต็มไปด้วย “ความโกหกและหลอกลวง”

มนุษย์ในอุดมคติ

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ้าหากมองด้วยมุมมองทางการเมือง ก็จะพบการ “ถากถาง” การเมืองของอังกฤษอยู่โดยตลอด ซึ่งผู้เขียนในฐานะผู้สอนวิชารัฐศาสตร์อยากจะขอเชิญชวนท่านที่สนใจการเมืองแบบรัฐสภาของอังกฤษ ลองหา VCD ภาพยนตร์เรื่องนี้มาชม โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับการ “ไต่เต้า” ในทางการเมือง ความทะเยอทะยานของนักการเมือง และการ “คอร์รัปชั่น” หรือการ “กลอกกลิ้ง” เพื่อความมั่งคั่งกับการเปลี่ยนสถานะทางสังคม

เนื้อเรื่องเกิดเมื่อ ค.ศ. 1895 เกี่ยวกับนักการเมืองหนุ่มคนหนึ่งที่ขายข้อมูลการขุดคลองสุเอซให้พ่อค้าหุ้น เมื่อได้เงินมาพอควรก็ไปแต่งงานกับหญิงสูงศักดิ์ ที่ส่งเสริมสามีให้มีตำแหน่งสูงขึ้นจนได้เป็น “เซอร์” (ขุนนางในระดับล่างสุดที่มีทั้งแบบสืบตระกูลกับที่เป็นผลตอบแทนความชอบบางอย่าง อย่างพระเอกในเรื่องนี้ที่ภรรยาส่งเสริมจนได้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) เหตุร้ายเกิดขึ้นในวันหนึ่งเมื่ออดีตแฟนซึ่งเป็นเพื่อนของภรรยา ได้มายื่นข้อเสนอให้พระเอกช่วยอภิปรายให้รัฐบาลอังกฤษสนับสนุนโครงการขุดคลองในอาร์เจนตินา เพื่อที่จะปั่นหุ้นสร้างความมั่งคั่ง (เหมือนกับการวาดฝันสร้างอภิมหาโปรเจกต์ในบางประเทศนั่นแหละ นี่แสดงว่าการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายก็มีมาแล้วเป็นร้อยๆ ปีในหลายๆ ประเทศ)

เนื้อเรื่องดำเนินไปด้วยความเข้มข้น ทั้งการชิงรักหักสวาท การแก้แค้น และการหักมุม รวมทั้งบทตลกเจ็บๆ ลึกๆ แบบผู้ดีอังกฤษ แต่ท้ายที่สุดก็คลี่คลายแบบ “ต้นร้ายปลายดี” หรือ “แฮปปี้เอนดิ้ง” ด้วยบรรยากาศน่ารักๆ ตอนท้ายเรื่อง ที่ช่วยให้ความปวดเศียรเวียนเกล้าเกือบหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนหน้านั้น ได้รับการรักษาให้ลุโล่งปลอดโปร่ง อย่างที่ต้องบอกว่าผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้  “กรุณา” ต่อผู้ชมมากๆ

ผู้เขียนเชื่ออย่างที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยเล่าให้ฟังว่า ระบบการเมืองอังกฤษนั้นเป็นไปในลักษณะของ “อัศวินอาสา” ร่วมกับ “อภิชนาธิปไตย” โดยระบบอัศวินอาสา ก็คือ ประเทศอังกฤษแต่โบราณนั้นปกครองแบบศักดินา คือ มีเจ้าขุนมูลนายคอยจัดการผลประโยชน์ให้กับกษัตริย์ โดยการครอบครองที่ดินเป็นส่วนๆ พร้อมทั้งมี “อัศวิน” ซึ่งก็คือทหารรับจ้างคอยปกป้องคอยคุ้มภัย มาเมื่อ 800 ปีที่ผ่านมา กษัตริย์รีดนาทาเร้นจะเอาภาษีมากๆ ขุนนางที่ดูแลที่ดินอยู่ก็เดือดร้อน ก็ออกมาประท้วงด้วยการไม่ร่วมมือกับกษัตริย์ในหลายๆ เรื่อง เช่น ไม่ส่งทหารและอัศวินนั้นไปช่วยรบฝรั่งเศส ในที่สุดกษัตริย์ก็ต้องยอม ด้วยการลงพระนามใน Magna Carta  อันถือได้ว่าเป็นปฐมธรรมนูญและเปิดศักราชระบอบรัฐสภาอังกฤษ

เริ่มแรกก็มีแต่สภาขุนนาง ต่อมาได้ขยายให้มีตัวแทนประชาชนซึ่งส่วนใหญ่ก็คือเหล่าอัศวิน  ในลักษณะการทำงานแบบจิตอาสา คือ ไม่มีค่าตอบแทนหรือรายได้ประจำ แต่อาจจะได้รับรางวัลหรือค่าจ้างจากประชาชนได้เป็นครั้งคราว หรือตามผลงาน หรือตามความพอใจของประชาชน อีกกว่าร้อยปีต่อมาจึงได้แยกออกเป็น 2 สภา โดยยังมีสภาขุนนางที่ประกอบด้วยขุนนางประเภทต่างๆ ยกขึ้นเป็น “สภาสูง” แล้วก็มีสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งมาจากท้องถิ่นต่างๆ ตั้งไว้เป็น “สภาล่าง”

ระบบอังกฤษนี้ได้สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “จิตอาสา” เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ยุคแรกๆ จะต้องยินยอมพร้อมใจที่จะทำงานอย่างทุ่มเทเพื่อส่วนรวม โดยถือเป็น “พันธสัญญา” ที่หากบิดพลิ้วก็ต้องพิจารณาตัวเองออกจากตำแหน่งไปในทันที พร้อมทั้งต้องมี “จริยธรรมสูงส่ง” และจะต้องอยู่ในกรอบจรรยาบรรณนั้นไม่ให้ด่างพร้อย ด้วยความพิเศษในคุณลักษณะต่างๆ นี้ จึงเป็นสิ่งเรียกในภาษาวิชาการว่า Aristocracy หรือแปลเป็นไทยว่า  “อภิชนาธิปไตย” หรือการปกครองโดยอภิสิทธิ์ชนหรือ “ชนชั้นสูง” นั่นเอง

ภาพยนตร์เรื่อง An Ideal Husband ก็คือการนำชนชั้นสูงเหล่านี้มา “ชำแหละ” ด้วยเรื่องราว  “ขำๆ” และคำพูด “คมๆ” เช่น ให้เพื่อนที่เป็นขุนนางในครอบครัวที่ร่ำรวยแต่มีนิสัยไม่เอาไหน กับน้องสาวที่ดูจะเป็นคนไม่จริงจังในชีวิตมาช่วยแก้ปัญหาของพระเอกในช่วงท้าย  ซึ่งเนื้อเรื่องโดยสรุปก็คือ “ไม่มีใครที่ดีจริง แม้แต่คนที่ถูกยกย่องว่าเป็นสามีในอุดมคติ”

เมื่อมามองการเมืองไทย ขณะนี้เรากำลังพูดถึง “อุดมคติ” ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ที่สุดที่เราทั้งหลายกำลัง “มึนเมา” ก็คือรัฐธรรมนูญ ซึ่งดูเหมือนจะอุดมไปด้วย “อคติ” ต่างๆ   มากกว่า ที่พยายามแสวงหาโครงสร้างและกลไกทางการเมืองที่ดี แต่ที่ถกเถียงกันมากที่สุดก็คือ  “นักการเมืองที่ดี” ถึงขั้นอาจจะต้องให้มีการสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ และทดลองงาน

ที่อังกฤษเขาเอาแค่ทำผิดแล้วยอมรับผิดก็พอ

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69