
ยุโรปอัดคิวอี เขย่าค่าเงินเอเชีย!
การงัดมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐ (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่เป็นที่จับตามองกันทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และกำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะกำหนดบรรยากาศการเงินการลงทุนในปีนี้ได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับเศรษฐกิจเอเชีย
การงัดมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐ (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่เป็นที่จับตามองกันทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และกำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะกำหนดบรรยากาศการเงินการลงทุนในปีนี้ได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับเศรษฐกิจเอเชีย
ก่อนหน้านี้อีซีบีใช้ทั้งมาตรการดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ มาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้คุณภาพดี (คัฟเวิร์ด บอนด์) กว่า 3.31 หมื่นยูโร และเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์หนุนหลัง (เอบีเอส) กว่า 2,120 ล้านยูโร รวมถึงการปล่อยเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยคงที่ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ (ทีแอลทีอาร์โอ) เพื่อหวังจะชุบชีวิตเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซนให้กลับมาฟื้นคืนชีพได้อีกครั้ง
การงัดมาตรการคิวอีมาใช้ครั้งนี้ จึงถือได้ว่าเป็น “กระสุนเม็ดสุดท้าย” ที่อีซีบีจะสามารถปล่อยออกมาใช้เพื่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจที่ขยับเข้าใกล้ภาวะเงินฝืดเข้าทุกขณะ โดยจะเป็นการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านสถาบันการเงินต่างๆ โดยหวังว่าจะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีเม็ดเงินหนุนหลังในการปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเติบโตขึ้นตามลำดับ
กรณีที่อีซีบีตัดสินใจใช้คิวอียังต้องถือว่าเป็นความเคลื่อนไหวทางการเงินครั้งใหญ่สำหรับปี 2015 เลยทีเดียว เนื่องจากการทำคิวอีหมายความว่าจะมีเงินสกุลยูโรเพิ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปริมาณมหาศาล ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเม็ดเงินจำนวนดังกล่าวอาจสูงถึงเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.28 ล้านล้านบาท) ต่อเดือน และใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาถึง 2 ปี ซึ่งเป็นจำนวนเกือบเท่ากับของการทำคิวอีโดยธนาคารกลางสหรัฐที่ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.77 ล้านล้านบาท) ต่อเดือน ที่เพิ่งยุติไปเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเคลื่อนไหวในการใช้คิวอีของอีซีบีถือเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซา โดยคาดว่าเม็ดเงินจากคิวอีจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกหรืออย่างน้อยก็ในยูโรโซนกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากปัจจุบันที่ล่าสุดทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ต่างตบเท้าออกมาปรับลดการคาดการณ์การเจริญเติบโตของผลผลิตมวลรวมภายใน (จีดีพี) ของโลกในปีนี้ลง
อย่างไรก็ตาม การอัดฉีดคิวอีจะส่งผลให้นักลงทุนสถาบันสัญชาติยุโรปที่จะมีสภาพคล่องจนล้นมือจากการอัดฉีดเม็ดเงินโดยอีซีบีมีแนวโน้มที่จะหอบเม็ดเงินมาลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดทุน แม้ปริมาณเม็ดเงินที่อีซีบีอัดฉีดลงสู่ระบบเศรษฐกิจจะไม่เท่ากับการอัดฉีดของสหรัฐ แต่ก็ทำให้เกิดการจุดกระแสเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดเอเชีย
แม้กระทั่งช่วงก่อนหน้าที่อีซีบีจะแถลงผลการประชุมเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่าดัชนีตลาดหุ้นเกือบทั่วโลกอยู่ในแดนบวก นับเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของนักลงทุนยุโรป
ได้ดีทีเดียว
ยืนยันได้จากผลงานของดัชนีนิกเกอิ 225 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.7% ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.59% แม้แต่ดัชนีฟุตซียูโรเฟิร์ส 300 เปิดตลาดดีดตัวขึ้น 0.3% ซึ่งถือเป็นการเปิดตลาดที่ดีที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินปี 2008
แน่นอนว่าภาวะตลาดหุ้นที่ดีดตัวสูงขึ้นในเอเชียย่อมต้องดำเนินไปพร้อมกับอัตราแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินท้องถิ่นในเอเชียที่แข็งค่าขึ้นด้วย ด้วยเหตุที่มีทุนไหลเข้าสู่เอเชียในปริมาณมาก
นอกจากนั้น ปริมาณเงินใหม่ที่จะไหลเข้าสู่ตลาดจากการอัดฉีดคิวอีจะทำให้เงินยูโรอ่อนค่าลง ยิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (เอสเอ็นบี) ประกาศยุติการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินฟรังก์สวิสกับค่าเงินยูโรอย่างกะทันหัน ยิ่งเป็นการตอกย้ำภาพที่ค่าเงินยูโรจะอ่อนตัวลงอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงไปอยู่ที่ 1.1611 เหรียญสหรัฐ/ยูโร ซึ่งนับเป็นจุดที่ใกล้เคียงกับจุดที่ยูโรอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 11 ปี สวนทางกับค่าเงินรูปีของอินเดียที่แข็งค่าขึ้น 2.2% ตั้งแต่ต้นปี 2015 มายืนอยู่ที่ระดับ 61.4950 รูปี/เหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นค่าเงินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากที่สุดในเอเชีย ตามการเก็บข้อมูลของบลูมเบิร์ก ถือเป็นหลักฐานที่ยืนยันว่านักลงทุนกำลังบ่ายหน้ามายังเอเชียมากขึ้น
ภาวะเงินยูโรที่อ่อนค่าลงถือเป็น “ข่าวร้าย” สำหรับเอเชียที่ส่วนใหญ่พึ่งพาการส่งออก และตลาดยุโรปก็ถือเป็นตลาดนำเข้าขนาดใหญ่สำหรับประเทศเหล่านั้น เมื่อเงินยูโรอ่อนค่าลงจะทำให้สกุลเงินท้องถิ่นในเอเชียแข็งค่าขึ้น ซึ่งทำให้เอเชียสูญเสียข้อได้เปรียบในการส่งออกจนอาจทำให้การส่งออกสินค้าไปยุโรปได้น้อยลง
ฮานส์ เวอร์เนอร์ ซินน์ ประธานสถาบันไอเอฟโอ หน่วยงานการวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี แสดงความเห็นว่า การงัดมาตรการคิวอีขึ้นมาใช้ของอีซีบีและยุติการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์จะทำให้เกิดภาวะทุนไหลออกรอบใหญ่ และทำให้เกิดความผันผวนครั้งใหญ่ในตลาดเอเชีย
ขณะเดียวกัน ลีจูยอล ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) กล่าวว่า บีโอเคจับตาความเคลื่อนไหวของอีซีบีอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการสำหรับรับมือกับความผันผวนในตลาดที่จะเกิดขึ้นกับ
ค่าเงินวอนของแดนโสมขาว โดยข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่า ค่าเงินวอนปรับตัวลดลง 0.2% หลังจากที่
แกว่งตัวอยู่หลายวัน
การฉัดฉีดคิวอีในยุโรปถือเป็นปัจจัยเชิงบวกสำหรับตลาดหุ้นทั่วทั้งเอเชีย เนื่องจากจะมีเม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้ามาดันดัชนีตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ตลาดหุ้นยังมีขนาดเล็กและยังต้องอาศัยแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม ยอมรับเช่นกันว่า ผลเสียที่จะเกิดขึ้นย่อมหมายถึงความผันผวนในตลาดการเงิน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผลเสียนี้นับว่ารุนแรงกว่าผลดีที่เข้ามาทดแทนในตลาดหุ้นเสียอีก เนื่องจากความผันผวนในค่าเงินจะกระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง และยิ่งเอเชียเน้นการส่งออกด้วยแล้ว ย่อมจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
กล่าวโดยสรุปคือ การอัดฉีดคิวอีครั้งนี้จะทำให้สกุลเงินท้องถิ่นในเอเชียมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น อีกทั้งยังสร้างความผันผวนจากการไหลเข้าไหลออกของเงินทุน
คำถามสำคัญคงจะหนีไม้พ้นว่า “เอเชียพร้อมหรือยังกับการรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหรือยัง”







