
วางระบบป้องกัน
การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงปิดคดีต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว และจะมีการลงมติในวันที่ 23 ม.ค.นี้ เป็นที่ชัดเจนว่าการดำเนินนโยบายภายใต้โครงการรับจำนำข้าวได้สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติอย่างมหาศาล และทำให้รัฐบาลที่เข้ามารับหน้าที่ต่อต้องไปจัดหางบประมาณมาชดใช้หนี้กันยาวนานร่วม 30 ปี
การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงปิดคดีต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว และจะมีการลงมติในวันที่ 23 ม.ค.นี้ เป็นที่ชัดเจนว่าการดำเนินนโยบายภายใต้โครงการรับจำนำข้าวได้สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติอย่างมหาศาล และทำให้รัฐบาลที่เข้ามารับหน้าที่ต่อต้องไปจัดหางบประมาณมาชดใช้หนี้กันยาวนานร่วม 30 ปี
แค่ประเด็นนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ย่อมไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการเหล่านี้ ในฐานะผู้นำรัฐบาล อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จะโยนความผิดให้ข้าราชการในระดับปฏิบัติคงไม่ได้ ส่วนกระบวนการถอดถอนไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะรอดพ้นคดีหรือถูกถอดสิทธิทางการเมืองหรือไม่ก็ตาม แต่นั่นเป็นเพียงบทลงโทษทางการเมืองตามระบบการตรวจสอบ
แต่หลังจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังจะต้องพิสูจน์ความจริงและน้อมรับผิดชอบในทางอาญาในอีกขั้นตอน ซึ่งผลการตัดสินจะออกมาอย่างไรหลังจากนี้จะต้องให้การยอมรับ ไม่ควรตีโพยตีพายว่าถูกกลั่นแกล้งให้ร้าย
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องมีการทบทวนการดำเนินนโยบาย และกำหนดความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย
การดำเนินนโยบายที่หวังแต่คะแนนเสียงโดยขาดความรับผิดชอบต่อความเสียหาย จะต้องแลกกับบทลงโทษทั้งในทางการเมืองและในทางคดีที่จะตามมา เพื่อให้พรรคการเมืองกำหนดนโยบายบนพื้นฐานความเป็นจริง ยึดประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ และไม่สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติโดยรวม
ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ภาคประชาชน ก็ต้องช่วยกันวางระบบป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองย่ามใจคิดนโยบายขายฝัน โดยไม่คำนึงถึงความคุ้มค่า และไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อความเสียหายที่ตามมา โดยเฉพาะรัฐบาลที่มักอ้างเสียงข้างมาก
ในระหว่างที่เรากำลังเดินหน้าปฏิรูปในแต่ละด้าน จึงควรได้หยิบยกโครงการรับจำนำข้าวมาถอดบทเรียน เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้มีการดำเนินนโยบายล้มเหลวโครงการแล้วโครงการเล่า ซึ่งในอดีตมีบทเรียนอันเจ็บปวดหลายโครงการที่คนในชาติต้องมาแบกรับค่าโง่ เช่น ค่าโง่โครงการโฮปเวลล์ ค่าโง่คลองด่าน ค่าโง่รถดับเพลิง รวมถึงคดีทุจริตอีกจำนวนมาก ฯลฯ
ดังนั้น เพื่อเป็นการเตือนสติพรรคการเมือง นักการเมือง ไม่ให้เหิมเกริมและดูแคลนคนในชาติ ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจะต้องมีส่วนร่วมในการยับยั้งไม่ให้ประเทศต้องเดินซ้ำรอยอดีต จนคนรุ่นหลังต้องมาตามล้างตามเช็ดกันไม่สิ้นสุด







