posttoday
ยกปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นวาระแห่งชาติ

ยกปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นวาระแห่งชาติ

23 มกราคม 2558

เหตุการณ์ไฟไหม้กองขยะหรือบ่อขยะคงจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะแพรกษา จ.สมุทรปราการ ที่ได้เกิดขึ้นยาวนานต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 8 วัน และเกิดมลพิษอากาศกระจายออกไปจากจุดเกิดเหตุเป็นวงกว้างลุกลามข้ามจังหวัดมากระทบพื้นที่ของกรุงเทพมหานครถึง 6 เขต ได้แก่ ลาดกระบัง สะพานสูง ประเวศ คลองสามวา บางนา บึงกุ่ม น่าจะเป็นเรื่องใหม่ และควรที่จะนำมาพิจารณาเป็นบทเรียนที่สำคัญกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของสังคมไทยว่าเราควรจะต้องทำอะไรกันต่อไป เพื่อเป็นการแก้ปัญหาผลกระทบต่อเนื่องของบ่อขยะบ่อนี้ในอนาคต และเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกสำหรับบ่อหรือพื้นที่ฝังกลบขยะที่มีอยู่อีกเป็นจำนวนถึง 2,024 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าร้อนเช่นนี้

เหตุการณ์ไฟไหม้กองขยะหรือบ่อขยะคงจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะแพรกษา จ.สมุทรปราการ ที่ได้เกิดขึ้นยาวนานต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 8 วัน และเกิดมลพิษอากาศกระจายออกไปจากจุดเกิดเหตุเป็นวงกว้างลุกลามข้ามจังหวัดมากระทบพื้นที่ของกรุงเทพมหานครถึง 6 เขต ได้แก่ ลาดกระบัง สะพานสูง ประเวศ คลองสามวา บางนา บึงกุ่ม น่าจะเป็นเรื่องใหม่ และควรที่จะนำมาพิจารณาเป็นบทเรียนที่สำคัญกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของสังคมไทยว่าเราควรจะต้องทำอะไรกันต่อไป เพื่อเป็นการแก้ปัญหาผลกระทบต่อเนื่องของบ่อขยะบ่อนี้ในอนาคต และเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกสำหรับบ่อหรือพื้นที่ฝังกลบขยะที่มีอยู่อีกเป็นจำนวนถึง 2,024 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าร้อนเช่นนี้

ระบบจัดการขยะแบบใดก็ตามที่ไม่ใช้หลักการทางวิศวกรรมอย่างถูกต้อง ย่อมสามารถเกิดอันตรายได้โดยง่าย เนื่องจากขยะเป็นสิ่งที่ไม่สะอาดและมีความเป็นอันตรายในตัวเองอยู่แล้ว ขยะชุมชนโดยปกติจะสามารถผลิตก๊าซมีเทนที่มีความไวไฟสูงได้จากการหมัก ดังนั้นหากไม่มีระบบเพื่อการควบคุมและกำจัดก๊าซมีเทนอย่างถูกต้องแล้ว บ่อขยะย่อมมีโอกาสเกิดไฟไหม้หรือระเบิดได้สูง สิ่งที่ควรระวังในลำดับต่อไปก็คือ ขยะชุมชนส่วนใหญ่มักขาดการแยกขยะที่ดี

ดังนั้น มักจะมีการปนเปื้อนของขยะชุมชนโดยขยะอันตรายจากครัวเรือน เช่น หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย น้ำมันหล่อลื่น ตัวทำละลาย ฯลฯ ได้เสมอ ขยะอันตรายเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมได้จากคุณสมบัติประจำตัวของมัน ได้แก่ ความสามารถในการกัดกร่อน การลุกติดไฟ การระเบิด การทำให้เกิดโรคต่างๆ ในกรณีที่โชคร้ายมากๆ อาจจะมีการนำกากของเสียอันตรายจากภาคอุตสาหกรรมมาแอบทิ้งปะปนด้วย ซึ่งจะทำให้ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากบ่อขยะชุมชนนั้นๆ เพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยๆ พันๆ เท่าทีเดียว และเนื่องจากเป็นการลักลอบทิ้ง เจ้าของบ่อหรือเจ้าหน้าที่รัฐก็จะไม่มีวันทราบปริมาณและองค์ประกอบ ทำให้มีการจัดการที่ผิดพลาด และจะส่งผลเสียที่ร้ายแรงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้ในลำดับต่อไป

ปัจจุบันไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เป็นขยะที่มาจากเครื่องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องปรับอากาศ พัดลม วิทยุ ฯลฯ ซึ่งเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าบ่อยครั้งกว่าเดิม ส่งผลให้ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์ว่าภายใน 5 ปี ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันถึง 3 เท่า

รศ.ดร.ชวลิต รัตนธรรมสกุล ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยบำบัดของเสียและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เสนอได้น่าสนใจว่า ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นปัญหาที่ใหญ่และน่าเป็นห่วงมาก ในบ้านเรายังไม่มีระบบสาธารณูปโภคที่จะจัดการขยะเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง ทุกวันนี้คนจะทิ้งขยะเหล่านี้รวมกับขยะทั่วไปหรือส่งไปร้านรับซื้อของเก่า ส่วนโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะเป็นขนาดเล็ก ซึ่งยังดำเนินการไม่ค่อยถูกหลักสุขาภิบาล บางทีมีการคัดแยกที่ไม่ถูกวิธี เช่น ทุบ-บดเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใช้มือเปล่าคัดแยกโลหะที่มีค่าไป ส่วนที่ไม่ต้องการก็ไปทิ้งถังขยะหรือมีการนำชิ้นส่วนไปเผา ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องและอันตรายมาก

เพราะขยะอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของโลหะหนักที่เป็นอันตรายหลายตัว เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม ฯลฯ

ขณะที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่าพบปัญหาสารโลหะหนักสะสมในร่างกายของชาวบ้านหลายราย อีกทั้งยังพบการปนเปื้อนของโลหะหนักในแหล่งน้ำชุมชน ซึ่งความจริงแล้วโลหะหนักพวกนี้สามารถรีไซเคิลและนำกลับโลหะมีค่าได้ แต่ต้องมีระบบจัดการและควบคุมมลพิษอย่างถูกวิธีและครบวงจร คือต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียและระบบบำบัดอากาศเสีย

นอกจากนี้ จำนวนโรงงานรีไซเคิลยังมีไม่เพียงพอกับปริมาณขยะชนิดนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปี 2556 ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศมีสูงกว่า 20 ล้านเครื่อง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือมีปริมาณสูงมากเป็นอันดับ 1 คือ 9.2 ล้านเครื่อง

รองลงมาเป็นอุปกรณ์เล่นภาพ/เสียง 3.3 ล้านเครื่อง โทรทัศน์ 2.5 ล้านเครื่อง คอมพิวเตอร์ 2 ล้านเครื่อง ฯลฯ ยิ่งกว่านั้น ประมาณเดือน เม.ย. 2557 เป็นต้นไป จะมีการเปลี่ยนระบบโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัล คาดว่าจะมีการทิ้งโทรทัศน์เครื่องเก่าอีกเป็นจำนวนมาก

สำหรับการจัดการขยะที่ถูกต้องนั้น ในประเทศญี่ปุ่นมีการจัดการอย่างเป็นระบบ คือมีการปรับตัวกฎหมายให้เข้มงวด ขยะอิเล็กทรอนิกส์จะทิ้งรวมกับขยะทั่วไปไม่ได้ ต้องมีการแจ้งไปที่เมืองหรือเทศบาลให้นำไปกำจัดและต้องเสียค่ากำจัดด้วย ใครแอบทิ้งจะถือว่าผิดกฎหมาย ล่าสุดญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายใหม่ที่พยายามจะให้ผู้ผลิตมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบผลิตภัณฑ์ของตนเองด้วยการรับไปรีไซเคิล เรียกว่า Extended Producer Responsibility รวมทั้งยังออกกฎหมายว่าต่อไปผู้บริโภคต้องเสียภาษีค่ากำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ตอนซื้อสินค้า หรือบางประเทศมีการออกกฎหมายห้ามนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปฝังกลบ ในขณะที่สหภาพยุโรปก็ได้เสนอระเบียบ WEEE และ RoHS สำหรับการใช้ควบคุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2548 และ 2549

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายมารองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง โดยกำลังอยู่ในระหว่างการร่างกฎหมาย กฎหมายเกี่ยวกับขยะที่มี เช่น ขยะชุมชน จะมีพระราชบัญญัติของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2535 ที่ห้ามทิ้งของเสีย สิ่งปฏิกูลลงแหล่งน้ำ ถนน และต้องมีการจัดการโดยท้องถิ่นอย่างถูกวิธี

ส่วนขยะอุตสาหกรรมก็มีกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ต้องมีการแจ้งการทิ้งขยะอุตสาหกรรมตามระเบียบของกระทรวง เป็นระบบกำกับการขนส่งและทิ้งของเสียอุตสาหกรรม แต่การกำจัดขยะอุตสาหกรรมจะมีราคาแพง ตันละประมาณ 3,000 บาท ไม่รวมค่าขนส่ง ขณะที่การกำจัดขยะชุมชนจะถูกมาก ตันละไม่ถึงร้อยบาท ทำให้มีการลักลอบทิ้งเกิดขึ้น

ประเทศไทยต้องมีการปรับปรุงตัวกฎหมายให้ความเข้มงวด หากมีการทิ้งขยะทุกอย่างรวมกันหมด ทั้งขยะชุมชน ขยะโรงพยาบาล ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะกลายเป็นปัญหาขยะพิษตามมา ดังเช่นเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะที่เกิดขึ้น จึงต้องมีการพิจารณาแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นขยะพิเศษที่ต้องมีการจัดการอย่างถูกวิธี ห้ามนำมาทิ้งกับขยะทั่วไป รวมทั้งต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เช่น ผู้ผลิตต้องมีส่วนในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า Eco หรือ Green Product เช่น ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีสารพิษน้อย ออกแบบให้สามารถถอดแยกชิ้นส่วนออกมารีไซเคิลได้ง่าย เพื่อที่จะไม่ต้องนำมาทุบ เกิดการแตกกระจายหรือต้องทิ้ง

นอกจากนี้ เราต้องมีการรณรงค์สร้างสาธารณูปโภคด้านโรงงานรีไซเคิลให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันโรงงานรีไซเคิลขยะมีจำนวนน้อยมาก โดยเฉพาะพวกขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือขยะอุตสาหกรรม ภาครัฐจำเป็นต้องมีการลงทุนในด้านนี้

ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องที่ต้องหาทางจัดการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งต้องส่งเสริมสังคมไทยให้เป็นสังคมรีไซเคิล เพื่อแก้ปัญหาขยะล้นเมือง ที่ประเทศญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ เพราะมีการเอาจริงเอาจังและทำเป็นวาระแห่งชาติ ทั่วประเทศต้องเป็นสังคมรีไซเคิล และมีโรงงานรีไซเคิลขยะอุตสาหกรรมเกือบทุกเมือง เรียกว่าเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ หรือ Eco Town

แต่บ้านเรายังไม่มีเลย...

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน