
ปิดคดีจำนำข้าวเดือด วิชาย้ำทุจริตใหญ่สุด-ปูโต้มีวาระซ่อนเร้น
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะโหวตลงคะแนนลับโดยจะต้องใช้เสียง 132 เสียง จาก 220 คน จึงจะมีผลในการถอดถอน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
วันที่ 23 ม.ค.จะเป็นวันชี้ชะตา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจำนำข้าว โดยทางสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะโหวตลงคะแนนลับโดยจะต้องใช้เสียง 132 เสียง จาก 220 คน จึงจะมีผลในการถอดถอน
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ยิ่งลักษณ์ และวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่างได้แถลงปิดคดีโดยมีสาระสำคัญดังนี้
“วิชา” ยืนยันว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในรูปแบบประชานิยม จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง ทำกันเป็นกระบวนการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง เรียกได้ว่าเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย
“ที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่ประเทศนี้ได้เคยจับทุจริตมา แม้รัฐบาลจะอ้างว่าได้ดำเนินการป้องกันการทุจริต ด้วยการแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาหลายชุด แต่กระบวนการตรวจสอบเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องบังหน้า เพื่อจะได้ดำเนินโครงการต่อไปและเป็นการกล่าวอ้างให้พ้นความรับผิด อีกทั้งมีการอ้างว่าเป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งไม่เป็นความจริง ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดไปแล้ว” วิชา ระบุ
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไป 2 ครั้ง และ สตง.ก็ได้ทำหนังสือเตือนไป 4 ครั้ง พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีได้พบความผิดปกติแบบมีใบเสร็จคือ รายงานการปิดบัญชีของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีช่วงเดือน ต.ค. 2554-22 พ.ค. 2557 ปรากฏผลขาดทุนสะสมจากการระบายข้าว 5.18 แสนล้านบาท คิดเป็นผลขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายในการจัดเก็บข้าว โดยเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2558 ปลัดกระทรวงพาณิชย์แจ้งความดำเนินคดีแก่คู่สัญญาในโครงการรับจำนำข้าว ในฐานความผิดลักทรัพย์และฉ้อโกงสร้างความเสียหาย 6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้มีภาระการใช้หนี้ในโครงการที่คาดว่าจะขาดทุน 7 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน โดยมีทางแก้ทางเดียวคือใช้หนี้เป็นเวลา 30 ปี
“พูดได้ว่าโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลผู้ถูกกล่าวหาจำนำข้าว ชาวนาจำนำชีวิต และประเทศจำนำหนี้” ผู้ถูกกล่าวหารับทราบตลอดมาว่าโครงการก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบต่อระบบการเงิน การคลังของประเทศ และชีวิตของชาวนาอย่างกว้างขวาง แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับยืนยันดำเนินโครงการต่อไป ป.ป.ช. จึงเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดฐานจงใจละเว้นไม่ใช้อำนาจหน้าที่ ในฐานะนายกฯ ผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน
เรื่องของคุณธรรม จริยธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่สำหรับบุคคลที่มีสติปัญญาและความเฉลียวฉลาด มีความรอบรู้ แต่ขาดคุณธรรม จริยธรรม นั้นก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดความเสื่อมทรามในการปกครองบ้านเมือง อย่างไม่อาจเห็นได้ทั้งชาตินี้และชาติหน้า จึงไม่อาจปล่อยไว้ได้” วิชา ระบุ
ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงว่า ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. วันนี้มาเพื่อขอความเป็นธรรมและขอโอกาสให้คนจนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น และเหตุที่ไม่เดินทางมาตอบข้อซักถามด้วยตัวเอง เพราะวันแถลงเปิดคดีได้ให้ข้อมูลครบถ้วนและได้แจกเอกสารตอบทุกข้อสงสัยแล้ว และหากให้อดีตรัฐมนตรีที่รับผิดชอบมาให้ข้อมูลต่อรัฐสภาจะเกิดประโยชน์มากกว่า
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตต่อ ป.ป.ช.ที่ตอบข้อซักถามพบพิรุธและไม่ควรนำมาเป็นเหตุผลประกอบการถอดถอนในสำนวนของ ป.ป.ช.หลายประการ เช่น รัฐธรรมนูญ 50 ซึ่งสิ้นสุดแล้ว เหลือเพียงกฎหมาย ป.ป.ช.ที่รัฐธรรมนูญไม่ให้อำนาจไว้ จึงเห็นว่าการถอดถอนไม่สามารถทำได้ เพราะไม่เหลือตำแหน่งอะไรให้ถอดถอน
สำหรับรายงานของอนุกรรมการปิดบัญชี ที่ระบุว่า โครงการขาดทุนจากการปิดบัญชีทั้ง 4 ครั้ง รวมกว่า 5.8 แสนล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่ยังมีข้อโต้แย้งทางบัญชีและใช้สมมติฐานต่างกัน ส่วนประเด็นการแจ้งความของปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ล้วนเป็นการดำเนินคดีตามสัญญาที่มีอยู่เดิม เป็นเงื่อนไขตามสัญญาที่รัฐบาลกำหนดไว้เพื่อป้องกันความเสียหายต่อรัฐ โดยกำหนดตัวผู้รับผิดชอบไว้คือ เจ้าของโกดัง เซอร์เวย์เยอร์ และโรงสี ซึ่งเป็นคดีเดียวกันกับ 276 คดี ที่ดำเนินการไปแล้ว
นอกจากนี้ หนังสือจาก สตง.ที่ส่งมายังรัฐบาลทั้ง 4 ครั้ง พบว่าฉบับสุดท้ายที่ระบุให้ยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งส่งมาภายหลังยุบสภาไปแล้ว จึงไม่สามารถทำอะไรได้ ขณะเดียวกันพบว่า ป.ป.ช.ใช้พยานหลักฐานเพียง 7 ปาก ซึ่งพยานบุคคล 4 ปาก เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองโดยตรง เช่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นิพนธ์ พัวพงศกร และระวี รุ่งเรือง ประธานเครือข่ายชาวนาไทยที่ได้ร่วมชุมนุมกับ กปปส.เพื่อขับไล่รัฐบาล
ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงอีกว่า คำว่า “การขาดทุนทางบัญชีสะสม” คือการนำตัวเลขแต่ละปีการผลิตมารวมกัน ถ้านำเอารายได้น้อยที่ชาวนาได้รับเพิ่มและเทียบกับเศรษฐกิจในช่วง 3 ปี จะพบว่า “ประโยชน์ที่ได้รับโดยรวม” มีมูลค่ามากขึ้น ฉะนั้นโครงการนี้มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ จึงไม่มีเหตุผลต้องยุติโครงการ
“ดิฉันเห็นว่าการถูกดำเนินคดีครั้งนี้เป็นวาระซ่อนเร้น อยู่ภายใต้การดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรมเป็นวาระทางการเมือง เมื่อมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญตัดสินดิฉันพ้นจากตำแหน่งเพียงวันเดียว วันรุ่งขึ้นจะเป็นการบังเอิญหรือไม่ ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลพอดี และวันนี้ ป.ป.ช.ก็อ้างความบังเอิญอีกชี้มูลจีทูจี เพื่อชี้นำสังคมและกดดันสภาแห่งนี้ว่าตนมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต” ยิ่งลักษณ์ ระบุ







