
ศก.จีนยังมีหวังโต ตลาดงานดี-ลงทุนแกร่ง
เป็นไปตามการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ที่ระบุว่าตัวเลขการเติบโตของจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ตลอดทั้งปี 2014 จะต่ำกว่าเป้าที่รัฐบาลจีนตั้งไว้ที่ 7.5% โดยสำนักงานสถิิติแห่งชาติจีน (เอ็นบีเอส) เปิดเผยวานนี้ ว่าจีดีพีจีนอยู่ที่ 7.4%
เป็นไปตามการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ที่ระบุว่าตัวเลขการเติบโตของจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ตลอดทั้งปี 2014 จะต่ำกว่าเป้าที่รัฐบาลจีนตั้งไว้ที่ 7.5% โดยสำนักงานสถิิติแห่งชาติจีน (เอ็นบีเอส) เปิดเผยวานนี้ ว่าจีดีพีจีนอยู่ที่ 7.4%
ตัวเลขข้างต้นถือเป็นตัวเลขสะท้อนอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990 ที่จีดีพีจีนโตเพียงแค่ 3.8% เนื่องจากผล กระทบของมาตรการคว่ำบาตรต่อเหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมิน อีกทั้งยังถือเป็นครั้งแรกที่พญามังกรพลาดเป้าการเติบโตที่ตนเองตั้งไว้นับตั้งแต่ปี 1998
ทั้งนี้ แม้ความเคลื่อนไหวข้างต้นจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังโตชะลอตัวจนน่าจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม ยืนยันได้จากการออกมาตัดลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2015 ของเวิลด์แบงก์และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) โดยให้เหตุผลว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่จีน โตช้า
กระนั้นปฏิกิริยาของนักลงทุนในตลาดทั่วโลกกลับค่อนข้างสงบเรียบร้อยและปราศจากความตื่นตระหนกใดๆ ทั้งสิ้น จนค่อนข้างน่าแปลกใจและชวนให้ตั้งข้อสังเกตว่า เพราะเหตุใดตลาดจึงดูไม่ค่อยจะวิตกกังวลกับจีดีพีของจีนครั้งนี้สักเท่าไรนัก
นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนจากหลายสถาบัน ยอมรับ ตรงกันว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากท่าทีของรัฐบาลจีน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ที่ออกมาย้ำแล้วย้ำอีกอย่างหนักแน่นว่าจีนจะโตแบบช้าๆ กลางๆ ไม่พุ่งพรวดเหมือนช่วงกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมาเด็ดขาด
ขณะเดียวกัน สาเหตุอีกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนมองเห็นปัจจัยด้านบวกในตลาดจีน ซึ่งจะส่งผลสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจแห่งเอเชียในปีนี้ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยหลักๆ อย่าง การเติบโตของตลาดงานและระดับรายได้ ปริมาณการลงทุนการค้ากับความสมดุล ระดับหนี้สาธารณะ และอัตราเงินเฟ้อ
อเล็กซ์ ฟรานกอส ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล อธิบายว่า ถึงจีดีพีจีนจะแสดงให้เห็นช่วงขาลง แต่ตัวเลขการสร้างงานกลับดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์กันไว้ โดยในเดือน ธ.ค. การสร้างงานอยู่ที่ 5.1% มากกว่าค่าที่วัดได้ในช่วงเดือน ส.ค. ซึ่งอยู่ที่ 5% โดยตลอดทั้งปีที่ผ่านมา จีนสร้างงานใหม่ได้ถึง 10.7 ล้านตำแหน่ง และมีอัตราการว่างงานที่เหมาะสมที่ 5.1%
ขณะที่รายงานอีกฉบับ ระบุว่า ช่วงไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว จีนมีการสร้างงานในตลาดถึง 115 ตำแหน่งต่อจำนวนแรงงาน 100 คน ซึ่งหมายความว่าความต้องการจ้างงานของจีนยังคงแข็งแกร่ง
ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มที่อัตราค่าแรงขั้นต่ำในจีนจะปรับตัวสูงขึ้นยังเป็นผลดีต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคภายในประเทศ และสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปของผู้นำที่ต้องการให้กำลังการบริโภคเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยนักวิเคราะห์ชี้ชัดว่าตราบใดที่รัฐบาลจีนสามารถรักษาระดับรายได้และการจ้างงานให้เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ การเติบโตของจีนก็จะสามารถเดินหน้าไปได้ และยังทำให้การปฏิรูปโครงสร้างของจีนดำเนินไปได้ด้วยดี
สำหรับปัจจัยบวกประการต่อมาก็คือ ปริมาณการลงทุนและการค้า โดยสำหรับการลงทุน ปริมาณเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ของจีนยังคงมีไหลเข้ามาต่อเนื่องไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับระดับเงินทุนที่จีนขนไปลงทุนในต่างแดน ซึ่งสะท้อนได้ว่าจีนยังมีเสน่ห์สำหรับการลงทุน
ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติของจีน (เอฟดีไอ) ตลอดทั้งปี 2014 เติบโตขึ้น 1.7% หรือคิดเป็นมูลค่า 1.19 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าปี 2013 ซึ่งอยู่ที่่ 1.18 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ การลงทุนโดยตรงไปต่างประเทศ (โอดีไอ) ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 14.1% ที่ 1.029 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แตะระดับสูงสุด เป็นประวัติการณ์ ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นว่าจีนยังคงมีเงินและกำลังในการไปลงทุน ในตลาดโลกดีอยู่
มาร์ก วิลเลียม หัวหน้านักเศรษฐ ศาสตร์จากแคปิตอล อีโคโนมิกส์ ในลอนดอน กล่าวว่า ตามข้อมูลทางการจีน สัดส่วนการขยายตัวของจีนหลายปีที่ผ่านมา หลักๆ ก็คือการค้า 50% การลงทุนอีก 54.4% ที่เหลือคือการค้าขาย 4.4% ซึ่งในปี 2014 สัดส่วนการค้าของจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10.5% อันเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการปฏิรูปของจีนทำให้ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของจีนกระจายตัวอย่างสมดุลมากขึ้น และเป็นผลบวกต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของจีนในระยะยาว
ในส่วนของระดับหนี้สาธารณะ แม้จะยังถือได้ว่าอยู่ในระดับสูง แต่ปริมาณหนี้ในปี 2014 ที่เพิ่มมากขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง ถือเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่า นโยบายของรัฐบาลจีนในการจัดการปัญหาหนี้กำลัง ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพการเติบโตของจีนเอง และทำให้สถานะทางการเงินของจีนได้รับความเชื่อมั่นจากหมู่นักลงทุนมากขึ้น
ด้านปัจจัยบวกประการสุดท้ายก็คือ อัตราภาวะเงินเฟ้อ ที่ถึงแม้จะปรับตัว เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จนจัดได้ว่าอยู่ในระดับเฟ้อต่ำ กระนั้นภาวะเงินเฟ้อต่ำก็เป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกอย่างราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดต่ำลงอย่างมากเป็นหลัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อโดยรวม โดยเฉพาะ ในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ย.ก่อนหน้าได้ แสดงให้เห็นการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่กลับขึ้นมาอีกครั้ง
นอกจากนี้ สถานการณ์ที่เงินเฟ้อต่ำก็นับได้ว่ามีส่วนดีในการเปิดทางให้ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) มีพื้นที่สำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปในปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้จีนสามารถขยายตัวได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยนักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลจีนมีแนวโน้มจะปรับเป้าการเติบโตในปีนี้ให้อยู่ที่ 7%
ทั้งนี้ แม้ว่าจีดีพีจีนในปี 2014 อาจเป็นตัวเลขที่น่าผิดหวัง แต่เมื่อคำนึงถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่นๆ ของจีนประกอบเข้าไปด้วย โดยเฉพาะอัตราการจ้างงานที่น่าพึงใจ ระดับการเติบโตของจีนดูจะไม่เลวร้ายเกินไปนัก และทำให้พอจะเบาใจได้เปลาะหนึ่งว่าเศรษฐกิจของจีนในปีนี้น่าจะขัับเคลื่อนได้ดีระดับหนึ่งทีเดียว







