
เบื้องหลังเจรจาเทมาเซก
การขอซื้อไทยคมซึ่งปรากฏขึ้นครั้งแรกในขณะมีการชุมนุมของคนเสื้อแดงกำลังจะเป็นรูปเป็นร่าง
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ผู้ที่นายกรัฐมนตรีส่งไปเจรจาเรื่องนี้กับเทมาเซกยังไม่เปิดเผยรายละเอียด แต่ยอมรับว่าช่วงชุมนุมทางการเมืองจนเกิดปัญหาเกือบจะรบราฆ่าฟันกันขึ้นที่สถานีดาวเทียมไทยคมนั้น นายกฯ ได้มอบหมายให้ไปทำความเข้าใจกับบริษัท เทมาเซก ในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น
“
ส่วนจะเป็นเรื่องการเจรจาซื้อหุ้นกันหรือไม่นั้น ไม่ขอพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากไม่เหมาะสม เพราะทั้ง บริษัทชินคอร์ป และ บริษัทไทยคม เป็นบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ผมเดินทางไปพบกับเทมาเซกจริง ซึ่งการจะซื้อคืนแค่หุ้นหรือจะซื้อเฉพาะดาวเทียมนั้นต่างกัน เนื่องจากตัวบริษัทไทยคมมีธุรกิจอื่นอยู่ด้วย เช่น สัมปทานทำโทรศัพท์เคลื่อที่ในกัมพูชาและลาว ซึ่งเป็นส่วนรัฐบาลไทยไม่ต้องการ” นายกรณ์ กล่าวนายศิริโชค ให้รายละเอียดว่า เมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย. ตนได้เดินทางไปประเทศสิงคโปร์กับนายกรณ์ เพื่อพบผู้บริหารเทมาเซก โดยเป็นการพูดคุยกันที่สนามบินกว่า 2 ชั่วโมง
ประเด็นที่คุยกันมี 2 เรื่อง คือ 1.ขอให้บริษัทไทยคม ร่วมมือกับรัฐบาลไทยกรณีที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยตัดการส่งสัญญาณให้พีทีวี
2.คุยเรื่องการซื้อดาวเทียมคืน ซึ่งผู้บริหารเทมาเซกก็จะนำบันทึกข้อความที่รัฐบาลไทยได้แจ้งไปชี้แจงในที่ประชุมบริษัท ขณะนั้นทางไทยคมก็ยอมที่จะตัดสัญญาณ แต่การที่จะซื้อดาวเทียมไทยคมกลับคืนมีเงื่อนไขที่จะต้องคุยกันในรายละเอียด
เมื่อถูกถามว่าทำไมเทมาเซกจึงยอมที่จะขายหุ้นนี้ให้กับไทย นายศิริโชค ก็ตอบว่า เทมาเซกคงเข้าใจว่าประเทศส่วนใหญ่ต้องรักษาวงโคจรของดาวเทียมเอาไว้ ซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศนั้นๆ และมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ แต่เทมาเซกเองก็ไม่ได้เป็นผู้บริหาร แต่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและรับผลประโยชน์จากการปันผล ส่วนโครงสร้างของบริษัท ไทยคม ยังเป็นชุดเดิม จึงย่อมมีความคิดที่เอนเอียงไปทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พอสมควร
“
บริษัทนี้ควรเป็นของประเทศไทย รวมถึงผู้บริหารต้องเป็นกลาง และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” นายศิริโชค กล่าวด้านนายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานคณะกรรมการ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า รัฐบาลควรมีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร แนวทางไหน ซื้อบริษัท ไทยคม ซื้อดาวเทียม หรือซื้ออะไร เพื่อให้เอกชนเข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงว่าต้องการอะไร
นายสมประสงค์ ประเมินว่าแนวทางของรัฐบาลคงใช้วิธีทางกฎหมายจัดการ ซึ่งไทยคมทำผิดสัญญาที่ไม่ได้ยิงดาวเทียมสำรองไทยคม 3 แต่เปลี่ยนเทคโนโลยีเป็นดาวเทียมเพื่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) และการไม่คืนเงินประกันไทยคม 3 ที่ปลดระวางก่อนกำหนดให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) เป็นเงื่อนไข
ส่วนอีกวิธีคือซื้อสัมปทานส่วนที่เหลือของไทยคมที่จะสิ้นสุดในปี 2564 กลับมาบริหารเอง ซึ่งแนวทางนี้เท่ากับว่ารัฐบาลไทยทำผิดสัญญาสัมปทาน และต้องจ่ายเงินค่าชดเชยคืนให้ไทยคม







