
เดินเกมถอดถอนพลาด สั่นคลอน‘ยิ่งลักษณ์’
การเมืองตลอดสัปดาห์นี้ แน่นอนว่าทุกสายตาจับจ้องมาที่อนาคตของบิ๊กการเมือง 3 คน “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภา “นิคม ไวยรัชพานิช” อดีตประธานวุฒิสภา และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะนัดชี้ชะตาว่าจะถอดถอนหรือไม่ในวันที่ 23 ม.ค.
การเมืองตลอดสัปดาห์นี้ แน่นอนว่าทุกสายตาจับจ้องมาที่อนาคตของบิ๊กการเมือง 3 คน “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภา “นิคม ไวยรัชพานิช” อดีตประธานวุฒิสภา และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะนัดชี้ชะตาว่าจะถอดถอนหรือไม่ในวันที่ 23 ม.ค.
สถานการณ์ภายใน สนช.เวลานี้นับว่าอยู่ในสภาวะ “แตกกลุ่ม-แตกขั้ว” กันสมควร เพราะฝ่ายหนึ่ง คือ กลุ่มสายทหารแสดงเจตนารมณ์เต็มที่ว่าไม่ต้องการถอดถอนทั้งสามคน
โดยอ้างถึงความชอบธรรมในทางกฎหมาย ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ไม่ได้บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรว่าให้ สนช.มีอำนาจถอดถอนเหมือนกับการให้ความเห็นชอบในการตรากฎหมาย และเมื่อความชอบธรรมในทางกฎหมายมีปัญหาแล้วหาก สนช.ไปดำเนินการอะไรย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนอีกฝ่ายนำโดยอดีต สว. ซึ่งกลุ่มนี้แสดงความประสงค์อยากให้ สนช.ลงมติ 3 ใน 5 หรือ 132 เสียงจาก สนช.ทั้งหมด 220 คน เพื่อถอดถอนบุคคลทั้งสามคน เพราะเห็นว่าความผิดชอบของทั้งสามคนมีหลักฐานชัดเจน ไม่ว่าจะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาจนถึงความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
อย่างไรก็ตาม สนช.กลุ่มนี้ทำใจไว้ส่วนหนึ่งว่าที่สุดแล้ว สนช.คงไม่ยอมลงมติถอดถอนแน่นอน หลังจากประเมินแล้วว่าเวลานี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือตำราสร้างความปรองดอง
และความสามัคคีมาก่อนอย่างอื่น
แต่ถึงกระนั้น หากมองในอีกด้านหนึ่ง โอกาสที่ สนช.จะลงมติถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองก็ยังพอมีอยู่ โดยบุคคลที่เข้าข่ายถูกถอดถอนมากที่สุด คือ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมาจากท่าทีที่แสดงออกมาไม่ค่อยดีของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์
ทีมทนายความของยิ่งลักษณ์เดินหมากการเมืองว่าด้วยการถอดถอนผิดครั้งใหญ่ เนื่องมาจากการไม่ยอมมาตอบข้อซักถามของ สนช.เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา
ฝ่ายยิ่งลักษณ์ตีความข้อบังคับการประชุม สนช. พ.ศ. 2557 ข้อ 154 ว่าเปิดช่องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาตอบข้อซักถามของ สนช.ได้ โดยที่ยิ่งลักษณ์ไม่จำเป็นต้องมาตอบเอง
“หากที่ประชุมสภามีมติให้มีการซักถามในประเด็นปัญหาใด ให้ตั้งคณะกรรมาธิการซักถามขึ้นคณะหนึ่ง โดยนําข้อบังคับข้อ 137 และข้อ 138 มาใช้บังคับและต้องกําหนดให้มีการประชุมเพื่อซักถามผู้เกี่ยวข้องภายในเจ็ดวันโดยต้องแจ้งมติให้คู่กรณีทราบโดยพลัน” สาระสำคัญของข้อบังคับการประชุม สนช.ข้อ 154 ที่ทีมงานของยิ่งลักษณ์ตีความ
แต่นั่นยังไม่ผิดพลาดเท่ากับว่าแสดงออกถึงไม่เป็นมิตรกับ สนช.ถึง 2 พฤติการณ์เมื่อวันที่ 16 ม.ค.
พฤติการณ์ที่ 1 มาจากคำให้สัมภาษณ์ของ “นรวิชญ์ หล้าแหล่ง” หนึ่งในทีมทนายความของอดีตนายกฯ ที่รัฐสภา ซึ่งนอกจากจะแสดงเหตุผลที่ยิ่งลักษณ์ไม่มาสภาแล้ว ปรากฏว่ามีบางถ้อยคำที่อาจส่งผลเสียต่อตัวเองด้วยที่ระบุว่า “ขอให้สมาชิก สนช.ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรม ไม่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองเพียงเพื่อต้องการล้มล้างคณะรัฐมนตรีที่มาจากระบอบประชาธิปไตยและมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น”
พฤติการณ์ที่ 2 คือ การส่งหนังสือถึง “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.ของอดีตนายกฯ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการมอบหมายให้อดีตรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวมาตอบข้อซักถามแทน โดยไม่ได้ระบุเหตุผลว่าทำไมถึงไม่สามารถเดินทางมายังสภาได้ ตรงนี้ที่ทำให้อดีตรัฐมนตรีที่ลงทุนมาเป็นตัวแทนยิ่งลักษณ์ต้องเสียของไป เพราะไม่ได้มีโอกาสได้ชี้แจงนอกจากการฟังคำถามเพื่อเก็บประเด็นไปเขียนไว้ในคำแถลงปิดคดีในวันที่ 22 ม.ค.แทน
จากพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลให้ถูกมองว่ายิ่งลักษณ์กำลังไม่ให้เกียรติกับฝ่ายนิติบัญญัติ เหมือนกับที่ไม่ค่อยมาตอบกระทู้ถามสดของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อครั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี
คะแนนสงสารที่กำลังมาดีๆ ที่จะทำให้รอดจากการถูกถอดถอน มาถึงตอนนี้เริ่มสั่นคลอนขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ
บางทีวันที่ 23 ม.ค.อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นวันเริ่มต้นของการได้สิทธิพักร้อนการเมืองเป็นเวลา 5 ปีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”







